Facebook Twitter RSS Feed
gPlus 
ข่าวด่วนประเด็นร้อน

อ่านด่วน! ติดยาดม มีอันตรายต่อสุขภาพ

อ่านด่วน! ติดยาดม มีอันตรายต่อสุขภาพ

เรียกได้ว่ายาดม เป็นของใช้ข้างกายที่คนส่วนมากมักพกติดตัวเอาไว้เสมอ เผื่ออยู่ๆวันนึงดันรู้สึกวิงเวียนศีรษะหรือหายใจไม่ค่อยสะดวกขึ้นมาจะได้หยิบขึ้นมาใช้บรรเทาอาการเหล่านี้ได้ทันท่วงที แต่เชื่อได้เลยว่าคงมีบางคนที่แม้จะไม่ได้รู้สึกเจ็บป่วยอะไรแต่ก็อยากจะดมยาดมเพื่อให้รู้สึกดีแค่เท่านั้น ซึ่งบางครั้งกลายเป็นความเชยชินต้องดมอยู่เรื่อยๆจนติดยาดม การกระทำเช่นนี้มันจะส่งผลอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ วันนี้จะมาไขคำตอบให้ได้ทราบกัน..

ต้องอธิบายก่อนว่ายาดมคือ ยาสมุนไพรรูปแบบแท่งหรือตลับ ผลิตขึ้นมาจากการบูร พิมเสน เมนทอลและน้ำมันหอมระเหยต่างๆ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัวและสดชื่นขึ้นได้

1. เมนทอล
เมนทอลหรือเกล็ดสะระแหน่ เป็นสารที่มีลักษณะเป็นผลึกสีขาว สกัดมาจากใบมินต์ มีสรรพคุณในการขับลม ลดอาการปวด บวม และมีฤทธิ์เป็นยาชาอ่อน ๆ แต่ถ้าหากใช้ในปริมาณที่สูงมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ บางรายอาจร้ายแรงถึงขั้นปอดอักเสบ

2. การบูร
บูรเป็นสารที่สกัดมาจากต้นการบูร แต่เนื่องจากมีราคาสูงจึงทำให้มีการผลิตสารการบูรแบบสังเคราะห์ขึ้น โดยการบูรมีสรรพคุณมีฤทธิ์เป็นยาชาและยาต้านจุลินทรีย์อย่างอ่อน ๆ ช่วยแก้เคล็ดขัดยอก และอาการบวม แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย รวมทั้งช่วยกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางได้เช่นกัน แต่หากใช้มากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ ปอด และตับได้

3. พิมเสน
พิมเสนที่ใช้กันในปัจจุบันนั้นเป็นพิมเสนชนิดสังเคราะห์ ที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากพิมเสนแท้ ๆ โดยสามารถสังเกตได้ว่าพิมเสนแท้จะมีรสเผ็ดแต่ไม่กัดลิ้นและช่วยให้เย็นชุ่มคอ แต่ถ้าเป็นพิมเสนที่สังเคราะห์ขึ้นมา เวลารับประทานแล้วจะรู้สึกเผ็ดกัดลิ้น สรรพคุณทางยาของพิมเสนคือใช้แก้อาการวิงเวียนศีรษะ หรือใช้ทาเพื่อแก้อาการเคล็ดขัดยอก อีกทั้งยังมีฤทธิ์กระตุ้นและช่วยผ่อนคลายระบบประสาทส่วนกลางด้วยล่ะ แต่ถ้าหากใช้มากไปก็ทำให้ระคายเคืองได้

ติดยาดม อันตราย อย่างไร?
หากใช้ยาดมมากเกินไปจนติด อาจจะทำให้เกิดการเสพติดได้ อีกทั้งยังอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจ และหากอาการรุนแรงก็ถึงขั้นปอดอักเสบได้เลยทีเดียว นอกจากนี้หากยาดมที่ใช้มีการบูร และพิมเสนผสมอยู่ด้วย การใช้ติดต่อกันนาน ๆ หรือมีอาการติดยาดม ก็จะส่งผลกระทบต่อตับได้อีกด้วย

ที่มา : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

10 ข่าวล่าสุดที่น่าสนใจ

กลับขึ้นด้านบน