|
|
|
นายปรีชา ประกอบกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แม้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะชะลอตัวต่อเนื่อง และกำลังซื้อในตลาด รวมถึงภาคธุรกิจขายตรงจะหดหาย แต่ยังเชื่อว่าภาพรวมของธุรกิจขายตรงยังเติบโตได้อีก เพราะอุตสาหกรรมค้าปลีกโดยรวมที่มีมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท เป็นธุรกิจขายตรงไม่ถึง 2% หรือประมาณ 45,000 ล้านบาทของมูลค่าตลาดรวมค้าปลีกเท่านั้น และที่ไต้หวันจำนวนประชากรประมาณ 1 ใน 8 คน ทำธุรกิจขายตรง ซึ่งสูงที่สุดในโลก ขณะที่ประเทศไทยประชากร 1 ใน 20 คน ทำธุรกิจขายตรง แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีโอกาสที่จะเพิ่มจำนวนนักขายอิสระและทำตลาดขายตรงได้อีกมาก แม้ ปัจจุบันจำนวนนักขายอิสระทั้งอุตสาหกรรม ที่รวมทั้งแอคทีฟและสมัครเพื่อซื้อสินค้าใช้อย่างเดียวทั่วประเทศจะมีถึง 9 ล้านคนก็ตาม
แต่อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของธุรกิจขายตรง เติบโตต่อเนื่องปีละ 7-10% มาโดยตลอด และปัจจัยที่จะทำให้ตลาดเติบโตมากกว่านี้ คือนวัตกรรมใหม่และสินค้าแปลกใหม่ที่บริษัทขายตรงต่างๆนำเข้ามาทำตลาดเสริมทัพ รวมถึงการขยายการทำงานที่มีผลต่อการขายตรงมากที่สุด
ธุรกิจขายตรงยังแข็งแกร่ง
กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การที่หลายคนมองว่าภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่หดหาย ส่งผลกระทบกับธุรกิจขายตรงทั้งระบบเป็นอย่างมาก มีหลายบริษัทปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก โดยส่วนตัวแล้วมองว่าบริษัทที่ปิดตัวลง น่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็กที่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจขายตรงอย่างจริงจัง เพราะพบว่าบริษัทขายตรงที่จดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ในประเทศไทยมีมากกว่า 300 บริษัท แต่ที่ทำธุรกิจขายตรงจริงๆมีไม่ถึง 200 บริษัท
สำหรับการเร่งขยายฐานสมาชิกหรือนักขายอิสระของผู้ประกอบการขายตรงในขณะนี้ มากกว่าเน้นขายสินค้าอย่างเดียว เช่น กิฟฟารีน น่าจะเป็นกลยุทธ์การเร่งขยายฐานสมาชิกเพิ่ม เพื่อเพิ่มยอดขายมากกว่า ยอมรับว่าปัจจุบันกำลังซื้อในตลาดขายตรงหดหายบ้าง แต่ธุรกิจขายตรงทั่วโลก ยอดขายส่วนใหญ่มาจาก 2 ปัจจัย คือ 1. การขายสินค้า และ 2. การเพิ่มจำนวนสมาชิกหรือนักขายอิสระ แม้ 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจขายตรงทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยจะพยายามรุกทำอี-คอมเมิร์ซ หรือขายสินค้าผ่านช่อทางอินเตอร์เน็ต แต่สุดท้ายการทำธุรกิจขายตรงก็ต้องกลับมาที่เดิม เนื่องจากธุรกิจนี้การขายต้องมีการพบปะพูดคุย แต่นำอี-คอมเมิร์ซมาทำให้การขายมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นายปรีชากล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจขายตรง ทำตลาดสินค้าแทบทุกกลุ่มครบวงจร ทั้งเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน เครื่องออกกำลังกาย ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เสื้อผ้า ของเล่นเด็ก และชุดชั้นใน รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ เหมือนเป็นห้างสรรพสินค้าเคลื่อนที่ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากและตรงความต้องการที่สุด โดยเฉพาะในภาวะที่คนไม่เดินทางออกนอกบ้าน เนื่องจากราคาน้ำมันแพง
แอมเวย์พร้อมสู่ทศวรรษที่ 3
นายปรีชากล่าวว่า ในส่วนของแอมเวย์ปีนี้ที่เข้าสู่ทศวรรษที่ 3 และครบ 20 ปีในการทำธุรกิจในประเทศไทย ตั้งเป้าว่าสิ้นปี 50 รายได้รวมจะแตะ 10,000 ล้านบาท มีจำนวนสมาชิกหรือนักขายอิสระเพิ่มจากปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 740,000 รหัสทั่วประเทศ และนับจากนี้อีก 5 ปี รายได้รวมแตะ 20,000 ล้านบาท มีจำนวนสมาชิกหรือนักขายอิสระเพิ่มขึ้น 10-20% เชื่อมั่นว่าทำได้ เพราะการโหมทุ่มงบกว่า 500 ล้านบาท ทำตลาดทุกรูปแบบ รวมถึงออกสินค้านวัตกรรมใหม่ต่อเนื่องในทุกกลุ่มสินค้า และอีก 80 ล้านบาททำโฆษณาส่งเสริมการขายในปีนี้อย่างหนัก ประกอบกับมองว่าภาพรวมของตลาดยังเติบโตได้อีก
นโยบายการทำตลาดของแอมเวย์ จะไม่เน้นการเพิ่มจำนวนสมาชิกหรือนักขายอิสระเพิ่มขึ้นเหมือนกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ แต่ต้องการสมาชิกขายตรงที่มีคุณภาพ และต้องการเพิ่มยอดการซื้อของนักขายอิสระแต่ละคนมากกว่า โดยปัจจุบันนักขายอิสระมีการซื้อสินค้าเดือนละกว่า 2,000 บาทต่อคน หรือประมาณ 25,000 บาทต่อปี หากทำให้มีการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 5,000 บาท หรือปีละ 50,000 บาทต่อคน ในอีก 5 ปีข้างหน้า ก็จะทำให้ยอดรายได้รวมของบริษัททะลุ 20,000 ล้านบาท ทั้งนี้ แอมเวย์เป็นแบรนด์ขายตรงที่แข็งแกร่ง ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า ขณะเดียวกัน ด้านผลประกอบการแอม-เวย์ก็ประสบความสำเร็จเป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้นแผนงานฉลอง 20 ปีในปีนี้จะเน้นกลยุทธ์ผสมผสานแผนงานการตลาดกับกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์แอมเวย์ ควบคู่ไปกับแผนงานฝึกอบรมนักธุรกิจแอมเวย์ ให้เป็นนักบริหารองค์กรที่สามารถวางแผนงานและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
นายปรีชากล่าวว่า ยอดขายแอมเวย์ทั่วโลกปีนี้ประมาณ 6,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดย 60% ของยอดรายได้รวมทั่วโลกมาจากยอดขายในตลาดเอเชีย 4 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และไทย สำหรับตลาดเมืองไทย ปัจจุบันทำยอดขายเป็นอันดับ 6 ของโลก รองจากจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เกาหลี และรัสเซีย เชื่อว่าการทำตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไทยยังมีโอกาสอีกมาก และปีนี้จะเน้นทำตลาดแบบคอน-ซูเมอร์โฟกัส หรือทำตลาดตามความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลักมาก นโยบายการทำตลาดของแอมเวย์ทั่วโลก จะเน้นขยายธุรกิจใหม่ สินค้าใหม่ให้มีมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีอยู่ทั่วโลก.
ข้อมูลจาก : 
|
|
|
|
|
|
|
|
|