ข่าวด่วนประเด็นร้อน :

กิตติศักดิ์ ตัวการใหญ่ลักเงินสจล. ปฏิเสธไม่เกี่ยวคดีลักเงิน

กิตติศักดิ์ ตัวการใหญ่ลักเงินสจล. ปฏิเสธไม่เกี่ยวคดีลักเงิน


 


ข่าวอาชญากรรม วันที่ 22 พ.ค. ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นำตัว นายกิตติศักดิ์ มัทธุจัด อายุ 30 ปี ผู้ต้องหารายสำคัญในคดีลักเงินสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มาสอบสวน

     โดย พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า คดีนี้เป็นคดีสำคัญและเป็นที่สนใจของประชาชน ถึงแม้ไทยกับอังกฤษจะมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน แต่กระบวนการตามขั้นตอนยังไปไม่ถึง ตนเองเห็นว่านายกิติศักดิ์ เป็นผู้ต้องหารายสำคัญที่จะนำไปสู่การคลี่คลายคดี รวมถึงที่มาที่ไปของเงินจำนวนมหาศาลของสจล. ว่าไปที่ไหน มีใครเกี่ยวข้องอีกบ้างที่อยู่เบื้องหลัง

     กรณีนี้ไม่ได้เป็นการเข้ามอบตัวแต่เป็นจับกุมตัวได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ นายกิตติศักดิ์ ไม่ได้มีการประสานขอเข้ามอบตัว หรือ มีการส่งทนายความก่อนว่าจะมีการเข้ามอบตัว โดยหลังจากนี้จะควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.ป. ทำการสอบปากคำ เบื้องต้นจะคัดค้านการประกันตัว เพราะเป็นคดีที่สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อสังคม

     พล.ต.อ.สมยศ กล่าวต่อว่า จากการสอบปากคำ นายกิตติศักดิ์ เบื้องต้นเชื่อว่ามีการเตรียมตัวมาอย่างดี มีการปรึกษาทีมกฎหมาย แม้แต่โทรศัพท์มือถือก็มีการลบข้อมูลออกทั้งหมด คำให้การในเบื้องต้นอ้างว่ารู้จักนายทรงกลดเพียงคนเดียว มีการให้กู้ยิมเงินกันในฐานะเพื่อน โดยที่ตนเองไม่รู้ที่มาของเงิน และนายทรงกลด ไม่ทราบว่าตนเองเอาเงินไปทำอะไร รู้เพียงว่าตนเองนำเงินไปลงทุน โดยสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทน 15 เปอร์เซ็นต์ของเงิน ส่วนคำให้การตรงนี้ตำรวจไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากตรรกะที่นายกิตติศักดิ์ กล่าวอ้างไม่สมเหตุสมผล การที่ นายทรงกลด ให้ยืมเงินหลักร้อยล้าน เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่สอบถามเลยว่าเอาเงินจำนวนนี้ไปทำอะไร เป็นเรื่องผิดวิสัยในการให้กู้ยืมเงิน เพราะตลอดระยะเวลา 2-3 ปี ไม่มีการทวงถาม หรือ มีการคืนเงินทั้งต้นทั้งดอก เชื่อว่าคำให้การของนายกิตติศักดิ์ เป็นการโกหก ซึ่งเขาสามารถที่จะเสกสรรค์ปั้นแต่งข้อมูลอย่างไรก็ได้

     พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า ตำรวจก็มีพยานหลักฐานจากการสืบสวนสอบสวน ที่สามารถยืนยันว่านายกิตติศักดิ์ อยู่ในขบวนการ เชื่อว่านายกิตติศักดิ์ มีเจตนาที่ต้องการตัดตอนว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการลักเงิน สจล. เพราะรู้จักเพียงนายทรงกลด เพียงคนเดียว การที่จะกล่าวอ้างว่าเอาเงินไปลงทุน ไปเล่นการพนันแล้วเสีย ก็เป็นเรื่องที่เขาจะกล่าวอ้างไป แต่ตำรวจมีหน้าที่ในการหาพยานหลักฐานมายืนยันความผิดของเขา เบื้่องต้นได้ประสาน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์ เครือข่ายนี้ไปแล้วกว่า 500 ล้านบาท รวมถึงบ้านของบิดาของ นายกิตติศักดิ์ ซึ่งมีการนำเงินไปใช้ในการตกแต่งบ้านอย่างหรูหรา โดยหลังได้ตัวนายกิตติศักดิ์ ก็จะมีการขยายผลเพื่อยึดทรัพย์เพิ่มเติมอีก


     ด้าน นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า ตนอยากกลับมาสู้คดี เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ที่มีอยู่ข้างใน แต่ไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียด เพราะเกรงจะส่งผลต่อรูปคดี ยอมรับว่ารู้จักกับนายทรงกลดในฐานะเพื่อนรุ่นพี่ ตั้งแต่สมัยเรียน ปวส. โดยได้มีการยืมเงินซึ่งตนบอกกับนายทรงกลดว่าเป็นการร่วมลงทุน แต่ไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด ส่วนเรื่อง "บอส" นั้นตนไม่ทราบ ทราบเพียงที่เป็นข่าวเท่านั้น ที่ผ่านมาไดเมีการคืนเงินให้ นายทรงกลด ไปบางส่วนแล้วประมาณกว่า 10 ล้านบาท

     นายกิตติศักดิ์ กล่าวต่อว่า เงินที่ได้มา เอาไปลงทุน เล่นพนันฟุตบอลกับเฮียแถวแจ้งวัฒนะกับไปเปิดผับ และเปิดบริษัท บางครั้งมีการโอนไปให้พ่อแม่ เอาไปซื้อทองคำ ส่วนที่โอนให้กลุ่มเพื่อนก็เป็นการไปเล่นพนันฟุตบอล ตลอดเวลาที่หลบหนีก็คิดจะมอบตัว แต่ก็มีหลายเหตุผลที่ทำให้เพิ่งกลับมา ช่วงที่อยู่อังกฤษก็ใช้เงินที่ถือไป ค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้ใช้อะไรเยอะแยะ เหมือนๆ กับเมืองไทย อาหารมือละ 4 ปอนด์ หรือร้อยกว่าบาทเท่านั้น โดยไปอาศัยอยู่กับเพื่อนที่รู้จัก ต่อมาก็ได้ไปเช่าอพาร์ทเม้นท์อยู่ ทราบข่าวตลอดว่าตนและเพื่อนๆ ถูกออกหมายจับ โดยไม่ทราบว่าเงินที่ได้จาก นายทรงกลด มาจากไหน มีที่มาอย่างไร ทราบว่าเป็นเงินที่มาจากการลงทุน และจะนำไปลงทุน

     นายกิตติศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตนมองตัวเองว่าเป็นนักลงทุนที่หาเงินจากนายทุน ผมไม่ภูมิใจที่มีเงินมากมายขนาดนี้ เพราะมันไม่สบายใจ เพราะเราไม่ทราบที่มาของเงินตั้งแต่แรก ยอมรับว่ารู้สึกไม่สบายใจที่มารดาถูกจับกุมและถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ ก็ไม่รู้ว่าทำไมข่าวออกมาขนาดนี้ ช่วงที่ตนไม่อยู่ ไม่ทราบว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง เพิ่งได้ติดต่อกับครอบครัวเมื่อตนตัดสินใจว่าจะเข้ามอบตัว

     ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้นำตัว นายกิตติศักดิ์ มาสอบปากคำต่อที่ กองปราบปราม


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: