ข่าวด่วนประเด็นร้อน :

แม่ร่ำไห้ ร้องกองปราบ หลังลูกชายถูกยิงตาย คดีผ่านมากว่า 8 เดือนยังไม่คืบ

 

แม่ร่ำไห้ ร้องกองปราบ หลังลูกชายถูกยิงตาย คดีผ่านมากว่า 8 เดือนยังไม่คืบ

 

          นางสายหยุด ปรีชา วัย 84 ปี มารดาของนายเสกสรร ปรีชา วัย 52 ปี พร้อมทนายความ เข้าพบพนักงานสอบสวน กองปราบปราม ร้องขอความเป็นธรรม เพื่อขอให้ช่วยติดตามความคืบหน้า เพื่อคลี่คลายคดี หลังถูกยิงเสียชีวิต บริเวณบ้านพัก ตำบลรมณีย์ อ.กะปง จ.พังงา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

 

          นางสายหยุด เล่าทั้งน้ำตา ว่าลูกชายถูกคนร้ายยิงด้วยปืนลูกซองที่ใบหน้า เสียชีวิต โดยทราบว่าปมเหตุมาจากเรื่องขัดแย้งผลประโยชน์ในที่ดิน บุกรุกป่าสงวน เรื่องนี้เคยร้องขอความเป็นธรรมกับตำรวจ สภ.กะปง ไปแล้ว แต่ไม่คืบหน้า จึงมาร้องขอความเป็นธรรมกับตำรวจกองปราบให้ติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีทุกคน

 

          ขณะที่นางสาวเมธินี ปรีชา วัย 54 ปี ระบุว่าก่อนหน้านี้ ผู้ตายซึ่งเป็นน้องชาย เป็นอาสาเจ้าหน้าที่ และเคยช่วยดูแลที่ดินของเพื่อน จนได้รับการไหว้วานให้นำที่ดินไปประกาศขายต่อ ต่อมามีญาติคนหนึ่งได้เข้าไปขัดแย้งเรื่องการบุกรุกใช้ที่ที่เพิ่งประกาศขาย และพบว่าได้ใช้ปืนไล่ยิงน้องชายได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 น้องชายก็ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจท้องที่ให้ดำเนินคดี นำหลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุทั้งหมดมอบให้ตำรวจ แต่คดีก็ไม่คืบหน้า ตำรวจบอกว่าพยานหลักฐานเอาผิดคนร้ายตัวจริงไม่ได้ แต่ก็มีการฟ้องร้องผู้ต้องสงสัยไป กระทั่งมาเกิดเหตุยิงน้องชายเสียชีวิตเมื่อต้นปีที่ผ่านมาอีกครั้ง ก็เชื่อว่าเป็นฝีมือญาติและผู้ร่วมก่อเหตุกลุ่มเดิม แต่เมื่อไปสอบถามความคืบหน้าคดีนี้ ตำรวจกลับไม่สามารถชี้แจงใดๆ ได้ บอกว่าพยานหลักฐานที่รวบรวมจากที่เกิดเหตุยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นคนยิง ทั้งที่ในวันนั้นมีคนเห็นเหตุการณ์ มีปลอกกระสุนตกอยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งผ่านมาจนถึงวันนี้เป็นเวลานานกว่า 8 เดือนแล้ว ก็ยังเอาคนผิดมาลงโทษไม่ได้ ครอบครัวต้องอยู่ด้วยความหวาดกลัว ถึงขั้นต้องย้ายที่อยู่ ก็อยากให้ตำรวจกองปราบรับเรื่องนี้ไปสืบสวนหาข้อเท็จจริง เอาผิดคนก่อเหตุซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ และผู้ร่วมก่อเหตุซึ่งอาจเป็นมือปืนที่ถูกจ้างวานให้มาฆ่าน้องชายเสียชีวิต

 

          พนักงานสอบสวนรับเรื่องไว้ พร้อมสอบปากคำ และรวบรวมพยานหลักฐานตรวจสอบต่อไป

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: