ข่าวด่วนประเด็นร้อน :

บช.ก.บุกทลายAppเงินกู้ต่างชาติ-ยึดเงินกว่า22ล้าน



พล.ต.ท. ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์ ป้องกันปราบปราม การกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปน.ตร. แถลงจับกุมขบวนการกู้ยืมเงินผ่าน Application เงินกู้นอกระบบ ชื่อ TRUE CASH PRO ซึ่งมีการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด โดยใช้วิธีการให้ผู้กู้ติดตั้ง Application ลงในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเมื่อกู้ผ่านแล้วจะถูกหักค่าบริการออกจากเงินกู้ แต่ลูกหนี้ยังต้องชำระเงินเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระตามกำหนดเวลา จะมีการทวงหนี้ในลักษณะข่มขู่ ด่าทอ คุกคาม และมีการส่งข้อความ SMS เกี่ยวกับการเป็นหนี้ให้แก่บุคคลที่สาม ทำให้ผู้กู้ได้รับความอับอาย และเสื่อมเสียชื่อเสียง

จากการสืบสวนพบว่า TRUE CASH PRO ดำเนินการโดยกลุ่มนายทุนต่างชาติ มีเงินหมุนเวียนในระบบต่อเดือน สูงถึง100ล้านบาท มีบัญชีเงินฝากที่เกี่ยวข้องในระบบหลายสิบบัญชี และมีบัญชีลูกหนี้นับหมื่นราย
และมีการระมัดระวังในการกระทำความผิด โดยย้ายที่ตั้งสำนักงานบ่อยครั้งในช่วง 3 – 4 เดือนที่ผ่านมา เพื่อให้ยากแก่การติดตาม และจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่ามีการโอนย้ายเงินไปยังบัญชีต่างๆ อย่างสลับซับซ้อนเพื่อปกปิดอำพรางความผิด ซึ่งจากการสืบสวนพบว่ามีการว่าจ้าง บริษัททวงหนี้แห่งหนึ่ง ย่านโชคชัย 4 ให้ดำเนินการทวงถามหนี้ให้ โดยได้รับรายชื่อลูกหนี้ให้ติดตามเดือนละประมาณ 5,000 ราย โดยทาง TRUE CASH PRO จะจ่ายค่าจ้างให้รายละ 580 บาท หากสามารถเก็บเงินกู้ได้ครบตามจำนวน สำหรับในส่วนของบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นพบว่ามีชาวจีนเกี่ยวข้องหลายราย ทำหน้าที่ทั้งในส่วนที่เป็น ผู้บริหาร ผู้จัดการ และ เจ้าของบัญชี ตำรวจ ปอศ. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานการกระทำความผิดของผู้เกี่ยวข้อง และได้ขออนุมัติหมายจับต่อ ศาลแขวงพระนครเหนือ จำนวน 7 ราย เป็นนิติบุคคล จำนวน 2 ราย โดยบุกเข้าจับกุมพร้อมอายัดบัญชีเงินฝากที่เกี่ยวข้องกับแอปพลิเคชั่น TRUE CASH PRO จำนวนทั้งสิ้น 31 บัญชี จาก 6 ธนาคาร รวมเงินที่อายัดจำนวนทั้งสิ้นกว่า 22,000,000 บาท (ยี่สิบสองล้านบาท)



โดย 1 ในผู้เสียหาย เล่าว่าได้คลิกเข้าไปตามลิ้งค์ และทำการกู้ยืมเงินครั้งแรก 2,500 บาท แต่โดยหักค่าส่วนต่าง ได้จริง 2,000 บาท และได้ชำระหนี้ไป ต่อมาครั้งที่สอง ได้กู้ยืมเงินมากขึ้น แต่ไม่มีเงินชำระหนี้ก่อนถูกโทรศัพท์มาข่มขู่ และส่งข้อความไปหาบุคคลอื่นที่ไม่ใช่บุคคลอ้างอิง ซึ่งเป็นบุคคลที่ตนเมมชื่อไว้ในมือถืออีก20-30คน เพื่อประจาน พร้อมยอมรับในการกู้เงิน ต้องกรอกข้อมูลสำคัญ ทั้งเลขบัตรประชาชนและเบอร์มือถือ และขอข้อมูลผู้ติดต่อ ตนจึงได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวัน

พลตำรวจโท ปิยะฯ กล่าวว่า จากการสืบสวนเชื่อว่ายังมีบริษัทอื่นที่กระทำผิดในลักษณะเดียวกันจึงเตรียมขยายผลเพื่อจับกุมดำเนินคดีถอดรากถอดโคนขบวนการดังกล่าวให้สิ้นซาก


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: