ข่าวด่วนประเด็นร้อน :

สกุลเงินดิจิทัล Libra สะเทือนโลก ตอกย้ำอนาคต Social Banking มาแน่!!


เรียกได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่จะสะเทือนวงการทางการเงิน ในทันทีที่สื่อออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่าง เฟซบุ๊ก แพลตฟอร์มที่เราทุกคนใช้งานได้ เดินหน้าจับมือกับ 28 พันธมิตรทั่วโลก ที่มียูสเซอร์เบส (Userbase)  อย่างน้อยก็ 20 ล้านคนขึ้นไป อาทิ Mastercard, Visa , Uber , Paypal , Ebay ฯลฯ ร่วมกันผลิตหรือพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลที่ชื่อว่า ลิบรา (Libra)   สร้างเป็นดิจิตอลเคอเรนซี (Digital Currency) ที่ว่ากันว่าทำให้ผู้คนสามารถโอนเงินให้กันได้ทันที โดยที่ไม่จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียม  
            
ท่ามกลางข้อสงสัยที่ว่า..จะใช้ได้จริงหรือ?  มีความปลอดภัยแค่ไหน? และทางเฟซบุกเองยืนยันว่าจะยังไม่นำเงินดิจิทัลมาใช้ จนกว่าจะได้รับความเห็นชอบจากทางการสหรัฐ   เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเงินที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  และจะกลายเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวของคนไทย งานนี้หนึ่งในสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จของไทย “ท็อป-จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา  หนุ่มวัย 28 ดีกรีปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Oxford  ปัจจุบัน กรรมการของฟินเท็ค ผู้ก่อตั้งบิทคับ (Bitkub)  ถือโอกาสวิเคราะห์ผ่านทาง รายการ “ข่าวเช้า Good Morning Thailand” ช่อง MONO29  กับผู้ประกาศข่าว “ต๊ะ-พิภู พุ่มแก้วกล้า” ว่า..  
              
การสร้างลิบราเป็นดิจิตอลเคอเรนซี (Digital Currency) เฟซบุ๊กมองว่าในหนึ่งพันล้านคนทั่วโลกมีมือถือ แต่บางคนที่ไม่สามารถเขาถึงบริการทางด้านการเงิน การโอนเงินไปต่างประเทศต้องเสียค่าธรรมเนียม 10-15% , กู้เงินไม่ได้เพราะไม่มีสเตทเมนต์ (Statement) วิเคราะห์ความเสี่ยงได้ ต้องไปกู้นอกระบบ เสียดอกเบี้ยสูง ร้อยหรือสองร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือพวกโลนชาร์จ (Loan charge)   
              
หลังผ่านกระบวนการต่างๆ  หากสามารถดำเนินการได้ ก็จะมีการเปิด E-Wallet App คล้ายๆ กับ M Pay หรือ True Money ในบ้านเรา  ซึ่งคนทั่วโลกสามารถดาวน์โหลดแอพนี้สำหรับใช้งาน  คนที่ไม่มีแบงค์ แต่มีมือถือ ก็สามารถใช้ลิบราแอพของเฟซบุ๊ก โอนเงินส่งหากันได้ ไม่เสียค่าธรรมเนียมอีกต่อไป สามารถจ่ายค่าน้ำค่าไฟ จ่ายค่ากาแฟได้ ไม่ต่างอะไรกับคนที่มีเงินในบัญชีธนาคาร



@  โดยส่วนตัวกับการคลุกคลีอยู่อยู่กับฟินเทค อยู่กับเรื่องของคลิปโตเคอเลนซี่ (Cryptocurrency) อยู่กับระบบของเรื่อง E-Money มาตลอด คุณท็อปมองว่าในอนาคต ลิบร้าจะเป็นสกุลเงินหลักของโลกได้จริงหรือไม่?   
          
ผมไม่สามารถคอนเฟิร์มได้ 100% ว่าลิบราจะมาเป็นสกุลเงินหลักของโลก แต่ผมคอนเฟิร์มภาพใหญ่ได้ว่า ดิจิตอลเคอเรนซี่ (Digital Currency) มาแน่นอน, คลิปโตเคอเรนซี่ (Cryptocurrency) มาแน่นอน ในอนาคตคนจะไม่ใช้เงินกระดาษ  จะสังเกตุได้ว่าในแต่ละวงการกำลังขยับจากฟิสิเคิล (Physical) ไปเป็นดิจิตอลกันหมด อย่างวงการเพลงเริ่มจากเทป ปรับไปเป็น CD ไปเป็น MP3 และมาเป็น Youtube ฟังเพลงออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีประสิทธิภาพมากกว่าเทปที่ต้องเดินถือ เพราะฉะนั้นการเงินก็เหมือนกัน  ถ้ายังเป็นสิ่งที่จับต้องได้ มันถือลำบาก, โอนข้ามประเทศลำบาก  เพราะต้องผ่านตัวกลางเต็มไปหมดเลย ประชาชนเป็นผู้เสียประโยชน์ แต่ถ้าเงินไปเป็นในรูปแบบแคชเลส (Cachless) ในอนาคตทุกคนเป็นดิจิตอลเคอเรนซี่กันหมด โอนเงินได้ทันที ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมให้ตัวกลาง คนส่วนใหญ่จะมีประโยชน์ ณ ปัจจุบันไม่สามารถคอนเฟิร์มได้ว่า ลิบร้าจะเป็นเหมือน Hi5 หรือเฟซบุ๊ก แต่ผมคอนเฟิร์มได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ โซเชียล แบงค์กิ้ง (Social Banking) มาแน่
             
ในอนาคตข้างหน้าคนที่จะใช้โซเชียล แบงค์กิ้ง จะมีมากกว่าโมบายแบงค์กิ้ง  บ้านเราปัจจุบันเซคชั่น (Section) ของพร้อมเพย์ (Promptpay) แซง “เทรดิชั่นนอล แบงค์กิ้ง  (Traditional Banking)” ไปแล้ว ในอนาคตการโอนงินผ่านโซเชียลแบงค์กิ้ง พวก V chat , Facebook , Line อาจจะแซงโมบายแบงค์กิ้ง  เหมือนกับย้อนไปเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา มีการเตือนคนที่อยู่ในวงการสื่อว่า “โซเชียล มีเดีย (Social Media)” มันมาแล้วนะ  ในวันนี้ผมก็อยากจะเตือนว่า “โซเชียลแบงกิ้ง” มันกำลังจะมาแน่นอน!!!   

@ ระบบ Social Banking ทำงานยังไง?
              
คนยุคใหม่ตอนนี้ไม่มานั่งเชียนเช็ค แล้วรอเคลียร์ลิ่งเป็นวันๆ มันคือการบริการด้านการเงินที่ไม่ดี เด็กยุคใหม่ยังอยากที่จะโอนเงินก็ส่งก็ไปทันที ง่ายๆ เหมือนกับการส่งสติกเกอร์หากัน ค่าธรรมเนียมศูนย์บาท มันทำให้ทุกแพลทฟอร์ม อย่าง V chat หรือ Facebook ก็โอนเงินได้เลย  ยกตัวอย่างตรุษจีนที่ผ่่านมา ประเทศจีนเขาโอนเงินผ่าน V Chat  ให้แต๊ะเอียกัน แปดพันล้านยูเอสดอลล่าห์ภายในไม่กี่วัน เพราะฉะนั้นเทรนด์มันมาแน่นอน การใช้เงินที่เป็นดิจิทัล เคอเรนซี่

@ แบบนี้ธนาคารในประเทศไทยจะต้องปรับตัวยังไง เพื่อเจอกับสกุลเงินใหม่ๆ ?
              
ความจริงธนาคารแห่งประเทศไทยเขาเรียกเฟซบุ๊ก ให้บินมาคุยเลยนะครับ แล้วก็วีซ่าที่เป็นแบบ Founding member อีก 8 ชาติ ถูกเรียกมาคุยกับแบงค์ชาติเลยครับว่า  Libra Assosiation คืออะไร Libra Currency คืออะไร ซึ่งทางนั้นเขาก็ยินดีที่จะคุยกับแบงค์ชาติทั่วโลก ซึ่งผมมองว่าแบงค์ชาติมีการพัฒนา บล็อคเชนโปรเจค (Blockchain Project) ของตัวเองดีอยู่แล้วกับกลุ่มที่เรียกว่า R3CB ตอนนี้อยู่เฟสสามแล้ว ผมมองว่าอนาคตเนี่ยแบงค์ชาติจะต้องสร้างสกุลเงินดิจิตอลเคอเรนซี่ของตัวเองด้วยซ้ำไป



@ เหมือนถูกเบรก ว่ามันจะไม่มีเสถียรภาพ มันจะมีผลไหม?
                
ในระยะสั้นครับ มันจะมีผล  ในอนาคตความรู้ความเข้าใจจะเข้าถึง เขามองว่าไม่มีความเสถียรภาพ จริงๆ ลิบราราคามันไม่ขึ้นลงอยู่แล้ว ในเรื่องของการฟอกเงินหรือการยืนยันตัวตนลูกค้าเมันมีอยู่สองเลเยอร์  หนึ่ง..โพรโตคอลเลเยอร์ (Protocol Layer) คือลิบราเคอเรนซี่ กับ สอง..แอพพริเคชั่น เลเยอร์ (Application Layer) เป็น โมบายแอพ ซึ่งการยืนยันตัวตน เรื่องของการฟอกเงิน รีพอร์ต ปปง. คาลิบราแอพเขาจะทำอยู่แล้ว แล้วในอนาคตมันจะมีแอพที่่สร้างขึ้นบนลิบราเต็มไปหมดเลย แต่ละแอพก็ต้องทำตามกฎหมายทางด้านการเงิน   
            
เฟซบุ๊กไม่ได้ทำแบบคิดปุ๊บ แล้วเปิดทำการเลยนะครับ เขาแอบเตรียมตัวอยู่นานมาก อย่างคาลิบราแอพ ยื่นขอไลเซนต์ (Licence) นานแล้วในอเมริกา ได้ไปกว่า 50 ไลเซนต์แล้ว   ไม่ได้จะแหกกฎทางด้านการเงินอะไรเลย

@ สุดท้ายนิดนึงครับ คนไทยเล่นเฟซบุ๊กติดอันดับโลก  แต่อาจจะมีความรู้ทางด้านคริปโตเคอเรนซี่น้อยมาก จะต้องเตรียมตัว และปรับตัวยอย่างไร?   
                
ผมอยากจะบอกว่าลิบรามันโอเพนซอสบล็อคเชน (Open Source blockchain) เหมือนถนนเส้นนี้มันเปิดแล้ว ทำให้คนเขามาสร้างตึก สร้างธุรกิจ บนเลเยอร์นี้ได้ แปลว่าธนาคารไทยที่มีรีซอส (Resource) นี้อยู่แล้ว หรือสตาร์ทอัพ มีโอกาสได้เปลี่ยนแปลงทางการเงินได้ เพราะสภาพแวดล้อมมันพร้อมแล้ว ไม่ต่างอะไรกับโมเมนต์ที่ สตีฟ จ็อบส์ ออกมาประกาศว่า แอพสโตร์มันออกมาแล้ว ถ้าใครคิดไอเดียเรื่องอินสตาแกรมออกก่อน ก็สร้างเป็นแอพพริเคชั่นในแอพสโตร์
               
ลิบราเนี่ยมันก็เหมือนแอพสโตร์ยุคใหม่ ที่จะมาเปลี่ยนแปลงวงการด้านการเงินทั้งหมด ถ้าใครเขาไปสร้างแอพริเคชั่นได้ก่อน เปลี่ยนแปลงโลกได้ก่อน ก็จะสร้าง GDP (Gross Domestic Product) ให้กับประเทศนั้นอย่างมหาศาล เพราะฉะนั้นมันต้องช่วยกันหลายๆ  ทางด้านฝ่ายผู้ควบคุม ก่อนจะออกกฎหมายก็ต้องเข้าใจจริงๆ ด้วยว่ามันไม่ได้เป็นการหยุดเรื่องของอินโนเวชั่น (Innovation) ต้องหาจุดตรงกลางของความเสี่ยง เพื่อที่จะปกป้องประชาชน ส่วนใครที่ต้องอยากสร้างแอพใหม่ ก็ต้องศึกษาว่าเรื่องเหล่านี้คืออะไร  ประเทศไหนที่เปิดใจก่อนก็จะล้ำหน้าเรื่องเทคโนโลยี ก่อนประเทศอื่นๆ ที่ปิดกั้นในเรื่องนี้  

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: