ข่าวด่วนประเด็นร้อน :

กกพ. เดินหน้าเริ่มคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า ภายในเดือน มี.ค. 63


“กกพ.” ตรึงเอฟที หนุน ศก.ไทยฝ่าด่าน “โควิด 19” กกพ. ลงมติตรึงเอฟทีงวด พ.ค. – ส.ค. 2563 ต่อเนื่อง หลังประเมินสถานการณ์ “โควิด 19” ยังไม่คลี่คลายโดยเร็ว หวัง ตรึงต้นทุนค่าไฟช่วยภาคธุรกิจ และค่าครองชีพพี่ น้อง ประชาชน

            นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ให้คงอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร
(ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บเดือนพ.ค. – ส.ค. 2563 จำนวน -11.60 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้
ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.64 บาทต่อหน่วย ต่ออีก 4 เดือน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด 19 โดยคาดว่าจะใช้เงินประมาณ 5,120 ล้านบาท ในการบริหารจัดการเพื่อตรึงค่าเอฟที

          “กกพ. ได้ประเมินสถานการณ์ผลกระทบโดยรวมของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด 19  
ที่ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมทั้งในและต่างประเทศชะลอตัว โดยที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลายโดยเร็ว ดังนั้นเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน จากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ  จึงยังคงดำเนินการการบริหารจัดการเพื่อตรึงค่าเอฟทีต่อเนื่องอีก 4 เดือน” นายคมกฤช กล่าว

          นายคมกฤช กล่าวว่า สำหรับภาวะการณ์ในระยะ 4 เดือนที่เริ่มเข้าสู่ฤดูร้อน ซึ่งคาดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้น  สำหรับการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าดังกล่าวยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ซึ่งคาดว่าราคาเชื้อเพลิงในช่วงนี้มีแนวโน้มลดลง อาทิ ราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวลดลงตามภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลก  อย่างไรก็ตามการประมาณการค่าเอฟทีต้องนำภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดจากส่วนต่างค่าเอฟทีประมาณการกับค่าเอฟทีที่เกิดขึ้นจริงมาพิจารณาเพิ่มเติมด้วย ซึ่งในครั้งนี้ภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นดังกล่าวมาจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นจากประมาณการไว้
ทั้งนี้เงินในการบริหารจัดการเอฟทีในงวด พ.ค. – ส.ค. 2563 จำนวน 5,120 ล้านบาท  นำมาจากการกำกับฐานะการเงินของการไฟฟ้า ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ กกพ. กำหนด

สำหรับปัจจัยในการพิจารณาค่าเอฟที ในงวด พ.ค. – ส.ค. 2563 ในรายละเอียด ประกอบด้วย

1. ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในช่วงเดือน พ.ค. – ส.ค. 2563 เท่ากับ 69,920 ล้านหน่วย ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดือน ม.ค. – เม.ย. 2563 ที่คาดว่าจะมีความต้องการพลังงานไฟฟ้าเท่ากับ 65,724  ล้านหน่วย หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 6.38 ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน

2. สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน พ.ค. – ส.ค. 2563 ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ร้อยละ 58.34 ถ่านหิน ร้อยละ 16.32 และการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ร้อยละ 16.20

3. แนวโน้มราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า คาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติเท่ากับ 263.19 บาทต่อล้านบีทียู ปรับตัวลดลงจากงวดที่ผ่านมา 3.50 บาทต่อล้านบีทียู ราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ยของโรงไฟฟ้าเอกชน

อยู่ที่ 2,488.19 บาทต่อตัน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากงวดที่ผ่านมา 16.59 บาทต่อตัน

 
หมายเหตุ: *ราคาก๊าซฯ รวมค่าผ่านท่อและค่าดำเนินการของโรงไฟฟ้า กฟผ. และโรงไฟฟ้าเอกชน

4. อัตราแลกเปลี่ยน เท่ากับ 31.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อ่อนค่ากว่าช่วงที่ประมาณการในงวดเดือน ม.ค. – เม.ย. 2563 ซึ่งใช้อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเดือนกันยายน 2562 ที่ 30.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กกพ. ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นค่า Ft สำหรับการเรียกเก็บประจำเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2563 ทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 12-26 มีนาคม 2563 ก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป


          นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)  เปิดเผยว่า สำนักงาน กกพ. คาดว่า การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะเริ่มทยอยคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าได้ภายในเดือนมีนาคมนี้ โดยพิจารณาจากกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีคุณสมบัติที่พร้อมก่อน โดยจะทยอยคืนให้ครอบคลุมประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 คือผู้ใช้ไฟฟ้า
รายย่อย และผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 2 ผู้ประกอบกิจการขนาดเล็ก รวมประมาณ 21.5 ล้านรายทั่วประเทศ
คิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 30,000 ล้านบาท

          “กกพ. ได้มีการเรียกประชุมหารือร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พร้อมกับได้ให้นโยบายการคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 ที่มีอยู่ประมาณ 21.5 ล้านรายทั่วประเทศ ตามมติคณะรัฐมนตรี เน้นทยอยคืนให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีคุณสมบัติพร้อมเป็นอันดับแรก
โดยหวังว่าจะมีเม็ดเงินจากการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และสร้างการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจให้ดีขึ้น คาดว่าจะเร่งออกหลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติในการคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าให้ได้ภายในเดือนนี้”
นายคมกฤช กล่าว

          มาตรการการคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้า เป็นมาตรการล่าสุดของสำนักงาน กกพ. ซึ่งได้มีการดำเนินการเพื่อการยกระดับการคุ้มครองสิทธิ และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้พลังงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ทยอยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การปรับปรุงมาตรฐานสัญญาเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย การปรับปรุงมาตรฐานสัญญาเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ และล่าสุดมาตรการคืนเงิน
ดอกผลจากเงินประกันการใช้ไฟฟ้าที่มีผลบังคับใช้ และเริ่มคืนดอกผลผ่านส่วนลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า
รายย่อย ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

          นายคมกฤช กล่าวว่า หลักเกณฑ์ในการดำเนินการของ กกพ. นอกจากมุ่งเน้นการสร้างความเป็นธรรมกับผู้ใช้พลังงานได้อย่างครอบคลุมให้มากที่สุดแล้ว ยังต้องคำนึงถึงการดูแลผลกระทบ และแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย เพื่อความมั่นคง และคุณภาพการให้บริการ
เป็นหลักด้วย

          สำหรับรูปแบบการคืนเงินประกัน แนวทางปฏิบัติ ขั้นตอนการขอรับเงินคืน รวมทั้งการซักซ้อมเตรียมความพร้อมในการดำเนินการระหว่าง กกพ. และการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย จะมีการประชุมสรุปหลักเกณฑ์เพื่อประกอบการพิจารณาการคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าให้ทันตามกำหนดเวลาที่วางไว้


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: