ข่าวด่วนประเด็นร้อน :

สลด! แม่แท้ๆ ฆ่าลูกสาวตัวเอง วางแผนทำทีโดนโจรปล้นบ้าน เผยปมก่อเหตุ


สลด! แม่แท้ๆ ฆ่าลูกสาวตัวเอง วางแผนทำทีโดนโจรปล้นบ้าน เผยปมก่อเหตุ


     จากกรณีน.ส.ชลธิชา จินดาวงค์ อายุ 29 ปี ชาวอ.บางขัน จ.นครศรีธรรมราช ถูกคนร้ายใช้ไขควงแทงเสียชีวิตในบ้านพักเมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา เบื้องต้นนายอนันต์ จินดาวงศ์ และนางประทีป จินดาวงศ์ พ่อกับแม่ของน.ส.ชลธิชาฯ แจ้งตำรวจว่าได้ออกไปกรีดยางพารา ส่วนน.ส.ชลธิชาอยู่บ้านตามลำพัง และถูกคนร้ายงัดประตูบ้านบุกเข้ามาฆ่าชิงทรัพย์นั้น


     สำหรับความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.สนธิชัย อาวัฒนกุลเทพ ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช สั่งการให้เร่งสืบสวนสอบสวน พร้อมลงตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่มาตลอดในระยะเกือบ 2 เดือน โดยมีชุดสืบสวน สภ.บางขัน ชุดสืบสวนจังหวัด และสืบสวนตำรวจภูธรภาค 8 รวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆ จนได้หลักฐานชัดเจนว่า คนร้ายคือนางประทีป จินดาวงศ์ อายุ 54 ปี แม่ของน.ส.ชลธิชา ที่เป็นคนลงมือฆ่าลูกสาวตัวเอง


     ต่อมาพนักงานสบอสวน สภ.บางขัน นำหลักฐานไปเสนอต่อศาลจังหวัดทุ่งสง เพื่อขอออกหมายจับนางประทีป ศาลได้อนุมัติหมายจับเลขที่ 143/2563 ลงวันที่ 29 พ.ค.63 ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ตำรวจเข้าทำการจับกุมตัวนางประทีปได้ที่บ้าน ก่อนนำไปสอบปากคำ เบื้องต้นนางประทีปให้การปฏิเสธว่าไม่รู้เห็นกับการตายของลูก จึงใช้หลักทรัพย์ 200,000 บาทประกันตัวออกไป


     พ.ต.อ.สมพร พฤศวานิช ผกก.สภ.บางขัน กล่าวว่า ได้สืบสวนสอบสวนนางประทีป พบมีพิรุธหลายอย่าง ผิดกับวิสัยของแม่ที่ต้องสูญเสียลูก ควรติดตามคดีอย่างต่อเนื่อง แต่เท่าที่ดูพฤติกรรมของครอบครัวนี้ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ลูกถูกฆ่าตาย ซึ่งแม้นางประทีปจะให้การปฏิเสธ แต่ตำรวจมีพยานหลักฐานต่างๆ ที่ชัดเจน มั่นใจว่าจะสามารถดำเนินคดีได้แน่นอน


     “ข้อพิรุธที่เก็บหลักฐานชิ้นสำคัญได้คือ ไขควงที่ใช้ก่อเหตุเป็นของในบ้าน และร่องรอยงัดแงะก็งัดมาจากภายใน ไม่ได้งัดด้านนอก แล้ววางแผนว่าเป็นการฆ่าชิงทรัพย์ ส่วนจะมีบุคคลอื่นร่วมหรือไม่นั้น ยังต้องสอบสวนด้วย และสาเหตุที่ญาติใกล้ชิดเห็นตรงกับพนักงานสอบสวน พบว่ามาจากความขัดแย้งเรื่องทรัพย์สินภายในครอบครัว ขั้นตอนต่อไปจะรวบรวมพยานหลักฐานส่งอัยการเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป” พ.ต.อ.สมพรกล่าว


 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: