ข่าวด่วนประเด็นร้อน :

7 วิธีดูแลท้องลายปัญหากวนใจคุณแม่

สาเหตุของท้องลาย

   ท้องลาย เป็นการฉีกขาดของผิวหนังชั้นหนังแท้ที่อยู่ลึกลงไปบริเวณหน้าท้อง ซึ่งเกิดจากการขยายขนาดของท้องทำให้เห็นเส้นเลือดที่อยู่ในชั้นลึกลงไป จึงเห็นเป็นลายเข้ม ต่อมาเส้นเลือดหดตัวจึงเห็นพื้นที่ขาวมากขึ้น โดยท้องลายเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การตั้งครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาสที่ 3 (อายุครรภ์ 7-9 เดือน) น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่างกายมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานานหรือใช้อย่างผิดวิธี

   ซึ่งรอยท้องลายไม่ใช่อาการที่สร้างความเจ็บปวดหรือเป็นอันตรายใด ๆ เป็นเพียงรอยแตกลายที่เกิดขึ้นและจะค่อย ๆ จางลงเมื่อเวลาผ่านไป หรือเมื่อได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

   วิธีการที่เป็นทางออกของปัญหาท้องลาย ได้แก่

   -การใช้ครีม เจล หรือครีมบำรุงผิว ควรใช้ในขณะที่รอยแตกลายยังเป็นสีแดงหรือม่วง ส่วนใหญ่เป็นครีมที่มีส่วนผสมของเรตินอยด์ (Retinoid) ซึ่งเป็นสารอนุพันธุ์ของวิตามินเอ อย่างเทรทิโนอิน (Tretinoin) กรดวิตามินเอในตัวยาจะช่วยสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนังขึ้นมาใหม่ ทำให้รอยแตกลายปรับสภาพคล้ายกับผิวหนังปกติ ผลข้างเคียงจากครีมตัวนี้ คือ อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง ควรระมัดระวังในการใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ตั้งครรภ์หรือแรกคลอด ควรปรึกษาแพทย์ให้ดีก่อนการใช้ หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ครีมและโลชั่นที่ปราศจากวิตามินเอสำหรับคนท้องโดยเฉพาะ ได้แก่ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เช่น ครีมที่มีส่วนผสมของ โกโก้บัตเตอร์ อาแกนออยล์ วิตามินอี เชียร์บัตเตอร์ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว ช่วยเพิ่มความยืดยุ่นให้แก่ผิวเพื่อรองรับการขยายของหน้าท้องอย่างรวดเร็วและมีความปลอดภัยต่อทารกในครรภ์

   -การใช้บอดี้ออยล์บำรุงผิว (Body oil) บอดี้ออยล์จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดี แต่ควรเลือกใช้บอดี้ออยล์ที่ไม่มีส่วนผสมของ Mineral oil ที่ผลิตมาจากน้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งจะก่อให้เกิดการอุดตันเป็นสาเหตุของการเกิดสิวบนผิวหนัง ในปัจจุบันมีบอดี้ออยล์ที่สกัดมาจากธรรมชาติ เช่น Rosehip Oil จะช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวที่มีริ้วรอยแตกลายให้จางลงอย่างรวดเร็วหรือ Sesame Oil ที่จะช่วยให้ผิวกายกระชับ ชุ่มชื่น และยืดหยุ่นขึ้น สำหรับผู้ที่ไม่ชอบบอดี้ออยล์เนื่องจากเหนียวตัว อาจเลือกใช้ให้บอดี้ออยล์ที่มี Cetesomate – E complex ที่ช่วยให้ซึบซาบได้ลึกถึงผิวชั้นใน โดยไม่ทิ้งความมันและเหนียวเหนอะหนะบนผิว

   -การปกปิดรอย ควรเลือกใช้ครีมรองพื้นหรือเครื่องสำอางที่มีคุณภาพ และไม่มีสารเคมีอันตราย หาซื้อได้ตามร้านขายยาและร้านค้าชั้นนำทั่วไป ใช้ทาปกปิดผิวได้ในบริเวณที่มีรอยแตกลายขนาดเล็ก

   -การใช้ครีม เจล หรือครีมบำรุงผิว ควรใช้ในขณะที่รอยแตกลายยังเป็นสีแดงหรือม่วง ส่วนใหญ่เป็นครีมที่มีส่วนผสมของเรตินอยด์ (Retinoid) ซึ่งเป็นสารอนุพันธุ์ของวิตามินเอ อย่างเทรทิโนอิน (Tretinoin) กรดวิตามินเอในตัวยาจะช่วยสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนังขึ้นมาใหม่ ทำให้รอยแตกลายปรับสภาพคล้ายกับผิวหนังปกติ ผลข้างเคียงจากครีมตัวนี้ คือ อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง ควรระมัดระวังในการใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่ตั้งครรภ์หรือแรกคลอด ควรปรึกษาแพทย์ให้ดีก่อนการใช้ และส่วนใหญ่การใช้ครีมเหล่านี้ก็ไม่ได้มีประสิทธิผลที่ชัดเจนมากไปกว่าการที่ท้องลายจะจางลงไปตามกาลเวลา

   -การใช้เลเซอร์ เป็นการรักษาที่มีค่าใช้จ่ายสูง เพราะแพทย์ต้องใช้เครื่องยิงลำแสงเลเซอร์ไปที่ผิวหนังบริเวณที่เป็นรอยแตกลาย เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนหรืออีลาสติน โปรตีนที่ชั้นผิวหนัง ซึ่งจะช่วยลดรอยแตกลาย ปรับให้ผิวท้องลายเจือจางลงและกลมกลืนกับผิวหนังปกติ แม้ไม่ได้ทำให้ท้องลายหายไปโดยสิ้นเชิง แต่จะทำให้รอยจางจนสังเกตเห็นได้น้อยลง จำนวนครั้งและการเห็นผลจากการทำเลเซอร์ขึ้นกับแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะแนะนำประเภทของเลเซอร์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวหนังและรอยแตกลายแต่ละชนิด

   -การกรอผิว (Microdermabrasion) แพทย์จะใช้เครื่องมือพ่นผลึกแร่ที่ละเอียดมาก เพื่อลอกผิวหนังกำพร้าชั้นตื้นๆ กระตุ้นให้เกิดเซลล์ผิวหนังใหม่ และเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนังเดิม วิธีการนี้อาจมีค่าใช้จ่ายสูงและต้องทำซ้ำอีกหลายรอบเพื่อประสิทธิผลสูงสุด หลังการรักษาอาจทำให้ผิวแพ้แสงง่าย ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวหนังบริเวณที่กรอผิวสัมผัสแสงแดดโดยตรง หรือควรทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิว โดยวิธีการนี้ไม่แนะนำให้ใช้กับผู้ที่มีผิวสีเข้ม เนื่องจากอาจเกิดรอยและความไม่สมดุลของสีผิวตามมา

   -การทำศัลยกรรมตกแต่ง แพทย์จะทำการผ่าตัดเอาไขมันส่วนเกินบริเวณหน้าท้องพร้อมกับผิวหนังที่มีรอยแตกลายออกไป เป็นการศัลยกรรมเพื่อความงาม มีค่าใช้จ่ายสูง และจะเกิดเป็นรอยแผลเป็นหลังการผ่าตัด แพทย์จะไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้หากไม่มีความจำเป็น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: