ข่าวด่วนประเด็นร้อน :

ไม่ปราณี! อัจฉริยะ ทวงคืนความเป็นธรรมให้สองสามีภรรยาชาวกัมพูชา ถูกตร.ยัดข้อหา จากผู้เสียหายกลายเป็นผู้ต้องหา

 

จากกรณีสองสามีภรรยาที่ร้องขอความเป็นธรรมเพราะถูกยัดข้อหา จากผู้เสียหายถูกโกงเงิน 18 ล้าน เป็นผู้ต้องหาแจ้งความเท็จ ล่าสุดรายการโหนกระแส 19 ก.ค.โดย “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 13.30-14.10 น.  ทางช่อง 28 ได้เปิดใจสัมภาษณ์ “เชียง คาลยาน” ผู้เสียหาย “คุณริน” ล่ามผู้เสียหาย  และ “อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์” ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม
 
คุณเชียงอายุเท่าไหร่?
เชียง : “38 สามี 45 มาอยู่เมืองไทยเกือบๆ 5 ปี ไปๆ มาๆ ได้เป็นวีซ่าปีต่อปี  เข้ามาค้าขายในเมืองไทยได้ เปิดบริษัทได้ ปัญหาเกิดจากเราอยู่กัมพูชา หลานอยู่ฝั่งไทย เราส่งของมา หลานสาวกับสามีเก็บเงินที่ลูกค้าแล้วโอนให้เรา แต่ของหายไปเยอะ 18 ล้าน
อัจฉริยะ : “เป็นเสื้อผ้าเด็กที่เขาส่งมาจากกัมพูชา มูลค่าของที่ส่งมาที่โกดัง 25 ล้าน แต่พอเขาไปเช็กสต็อกปรากฎว่าสต็อกหายไป 18 ล้าน”
เชียง : “สองคนนั้นบอกลูกค้ายังไมโอนเงินมา ไปถามถึงลูกค้าเขาบอกว่าจ่ายหมดแล้ว”
 
หลานไม่คืนเงินให้แต่รับของไปแล้ว?
เชียง : “สองคนบอกลูกค้ายังไม่โอน ไปหาอยู่บางใหญ่ ไปคุยกับตำรวจบางใหญ่ ไปแจ้งความ ทำเอกสาร สองคนนั้นยอมรับว่าเอาเงินไปจริง 18 ล้าน ไกล่เกลี่ยกัน ให้คืนมา 8 แสน ตั้งแต่ปี 57 ได้มา 8 แสน ที่เหลือไม่ได้เลย”

อัจฉริยะ : “เขาก็ไปแจ้งความว่าหลานสาวกับสามียักยอก คดีมีการสืบกระทั่งปี 59 มีการออกหมายจับ แต่พอตำรวจออกหมายจับ สำนวนการสอบสวนมีการส่งสำนวน สั่งฟ้องไปทางอัยการ ปี59 อัยการมีการให้พนักงานสอบสวนสอบเพิ่มเติม ทางสองสามีภรรยาถูกผู้ต้องหาที่ได้เงินไป 18 ล้านกว่ากลั่นแกล้งทุกรูปแบบ”



กลั่นแกล้งยังไง?
เชียง : “ให้ตำรวจ ทหาร เอามากดดันเรา มาก่อกวน เราเปิดบริษัทขายเสื้อผ้า เอามาทลาย เราอยู่ไม่ได้ก็เลยกลับไปกัมพูชา เงินก็ไม่ได้คืน”
 
อัจฉริยะ : “ทหารระดับพันโทเอาพวกมาแกล้งเขา จริงๆ เขาไม่มีความผิด ทุกอย่างเขาถกต้องตามกำหมาย จนกระทั่งปี 60 ทางสองสามีภรรยาสองผู้ต้องหา ก็ไปร้องความเป็นธรรม กับสำนักงานตำรวจภาค 1 แล้วตัวสองสามีภรรยาก็มีการอ้างว่าสองสามีภรรยาสร้างหลักฐานเท็จ ทำให้เขาต้องรับโทษทางอาญา แต่ 18 ล้านเขารับอยู่แล้วว่าเป็นหนี้จริง แต่กล่าวหาว่าสองสามีภรรยาสร้างหลักฐานเท็จทำให้เขาถูกออกหมายจับ”

เขายอมรับอยู่แล้ว มันไม่มีผลเหรอ?
อัจฉริยะ : “ไม่มีผล”
 
เขายืนยันว่าไม่จริง เรื่องเงิน 18 ล้าน?
อัจฉริยะ : “ใช่ ถูกต้อง ในปี 60 ที่เขามากองบัญชาการภูธรภาค 1 ซึ่งเป็นฝ่ายรับเรื่องร้องทุกข์ รองผู้กำกับ ยศพันตำรวจโท ได้โทรศัพท์ไปหาพนักงานสอบสวนในคดีนี้ที่สภ.บางใหญ่ ให้นำสำเนาการสอบสวนของคดีนี้ทั้งแฟ้มมาให้ที่กองบัญชาการตำรวจภาค 1 ซึ่งทางพนักงานสอบสวนคนนี้ ได้นำสำนวนอันนี้มา แต่มาพร้อมกับหัวหน้าพนักงานสอบสวน เพื่อให้เป็นพยาน ว่ารองผู้กำกับท่านนี้เรียกมา มาด้วยกันทั้งคู่ พอมาถึงห้องรับรอง มีผู้ต้องหาทั้งสองนั่งอยู่แล้ว ทางรองผู้กำกับก็มีสารวัตรหญิงฝ่ายอำนวยการมานั่งเป็นสักขีพยาน เอาพนักงานสอบสวน หัวหน้าพนักงานสอบสวนนั่งด้วย ขอสำเนาการสอบสวนทั้งหมด มีคำให้การของผู้เสียหายในคดีนี้เมื่อปี 57 เป็นคำให้การผู้เสียหาย และมีบัญชีประทุษร้าย”

หลักฐานปี 57 อยู่ในนี้หมด?
อัจฉริยะ : “นี่คือคำให้การของผู้เสียหาย และคำให้การพยานที่ยืนยันว่าโดนโกงจริง ภาพสถานที่ชี้เกิดเหตุ ที่แสบสุดๆ คือเอกสารสั่งฟ้องจากพนักงานสอบสวนไปยังพนักงานอัยการ รายงานการสอบสวน ไปอยู่ในมือผู้ต้องหาทั้งสองได้ยังไง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีสิทธิ์อยู่ในมือใครได้นอกจากพนักงานสอบสวน และไปอยู่ในมือทนายความได้ยังไง รายงานการสอบสวนจะบอกเลยว่าพฤติการณ์ของคดีเป็นยังไง”

ข้อมูลทั้งหมดฝั่งนี้ให้ปากคำไว้อยู่ในมือผู้ต้องหาทั้งสอง?
อัจฉริยะ : “ไม่มีสิทธิ์ที่ใครจะเอาไปได้ นอกจากพนักงานสอบสวน ตัวรองผู้กำกับฝ่ายอำนวยการก็เปิดสำนวนการสอบสวนต่อหน้าพนักงานสอบสวนและต่อหน้าผู้ต้องหาทั้งสอง คุณทำผิดระเบียบอย่างนั้นอย่างนี้ ลักษณะข่มขู่ให้พนักงานสอบสวนเกิดความกลัว เพราะน้องเขาเป็นร้อยตำรวจโท หลังจากนั้นพูดมาคำนึงว่าผู้ต้องหาทั้งสองไม่อยากเอาเรื่องนะ ให้เอาเรื่องทิ้งไว้ จริงๆ ทำไม่ได้ เขาไม่มีสิทธิ์เรียกสำนวนมาดูด้วย เพราะอยู่ในความครอบครองของพนักงานสอบสวนไม่ได้เลย บางใหญ่เขารู้ว่าเขายศน้อยกว่า แล้วเขาอ้างว่าทางผู้ต้องหาไปร้องขอความเป็นธรรม จะเอาผิดกับพนักงานสอบสวนคนนี้ เขาอ้างว่าเขาอยากช่วย การกระทำของพันตำรวจโทคนนี้ถือว่าอุกอาจมาก  ใช้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ซึ่งเป็นศูนย์บรรเทาร้องทุกข์ให้ความเป็นธรรมกับประชาชน เอาสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนโดยมิชอบ หลังจากที่เรารับเรื่องราวร้องทุกข์จากสองสามีภรรยา เราก็ไปดูว่าทำไมเขาถูกสั่งฟ้อง”

สุดท้ายเขาโดนฟ้องยังไง?
อัจฉริยะ : “คือเป็นผู้ต้องหาคดีแจ้งความเท็จ สร้างหลักฐานเท็จ ศาลประทับรับฟ้องอีกหนึ่งคดี ทางรองผู้กำกับท่านนั้นเอาสำเนาการสอบสวนให้ดาบที่เป็นลูกน้องของตัวเอง อดีตพันตำรวจโทคนนี้เคยเป็นสภ.ปากเกร็ด แล้วทนายความที่เป็นดาบตำรวจลาออกจากตำรวจมาเป็นทนายความ เป็นดาบตำรวจที่ปากเกร็ด ซึ่งเป็นลูกน้องเก่าพันตำรวจโทคนนี้ เลยเอาสำนวนนี้ทั้งหมดไปฟ้องศาลจังหวัดนนทบุรี ให้กับผู้ต้องหาทั้งสองที่ได้สำนวนจากพนักงานสอบสวน พยานที่มายืนยันว่าทางนี้ถูกฉ้อโกงก็โดนด้วย เป็นพยานเท็จ หลังจากที่ตรวจสอบเอกสาร ปรากฏว่าเป็นการนำสำเนาการสอบสวนไปฟ้องศาลโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แล้ววันที่ 6 เดือนที่ผ่านมา ก็สั่งฟ้องทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง สองคนผัวเมียแจ้งความดำเนินคดีกับหลานสาวกับผัวในข้อหาลักทรัพย์นายจ้างอีกคดีหลานสาวนำหลักฐานที่ได้จากรองผู้กำกับไปจ้างทนายไต่สวนมูลฟ้อง ศาลรับฟ้องมีมูล นี่อีกคดีหนึ่ง จากการที่เราได้หลักฐานทั้งหมดมา เราพบว่ารองผู้กำกับและพนักงานสอบสวนกระทำโดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายทั้งสองและพยาน”



มั่นใจได้ยังไงว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ?
อัจฉริยะ : “เราได้มีการพูดคุยกับผู้กำกับสภ.บางใหญ่ ก็ถามว่าเรื่องราวเป็นยังไง นำพนักงานสอบสวนมาคุยด้วย เขาก็ยอมรับว่าเรียกมาจริง ซึ่งมีมีสิทธิ์”

ณ วันนี้จะทำยังไงต่อไป?
อัจฉริยะ : “วันนี้เราร้องท่านผู้การตำรวจภูธรภาค 1 ซึ่งท่านก็ให้รองผู้การ เจ้าของสำนวนคดีมารับเรื่อง เร่งดำเนินการ สอบสวนความผิดวินัยอย่างร้ายแรง”

เขาเรียกค้าสำนวน?
อัจฉริยะ : “เขาเรียกว่านำสำนวน นำไปซึ่งเอกสารโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เรียกว่าค้าสำนวนนี่แหละ”

เขาโดนข่มขู่อะไร?
อัจฉริยะ : “มิจฉาชีพหลอกเงินเขาหลายแสน และถูกกลั่นแกล้งสองสามีภรรยา จ้างทหาร ตำรวจกลั่นแกล้งจนเขาไม่สามารถประกอบอาชีพอะไรได้ ต้องไปอยู่กัมพูชาแต่สองผัวเมียอยู่ทางนี้สบาย แล้วทางเมียหนีหมายจับจากกัมพูชาด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ตอนนี้รองผู้กำกับเขายอมรับและให้เหตุผลว่าทางโน้นไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมก็บอกว่าไม่เกี่ยว คุณเอานำสวนไปไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ไง เขาก็ขอความเห็นใจ ผมก็บอกว่าผมไม่ให้ความเห็นใจกับตำรวจที่ประพฤติมิชอบอยู่แล้ว เขาขอความเห็นใจอย่าฟ้องเขา เพราะคุณทำให้ผู้เสียหายกลายเป็นผู้ต้องหา คุณต้องรับผิดชอบ สัปดาห์หน้าเราจะฟ้องพันตำรวจโทคนนี้ ฟ้องพนักงานสอบสวนในฐานะคุณเป็นเจ้าของสำนวนแต่นำสำนวนมาให้พันตำรวจโทคนนี้ ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสองนำไปซึ่งเอกสารทางราชการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องทนายความด้วยที่เป็นดาบตำรวจ เอาสำนวนการสอบสวนไปฟ้องศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งไม่ได้อยู่แล้ว เรากำลังพิจารณาฟ้องผู้พิพากษาคนนี้ด้วยหรือไม่ ที่ประทับรับฟ้องมีมูล”

เรื่องนี้ชัดเจนขนาดนั้นเลย?
อัจฉริยะ : “ชัดเจนทุกอย่าง ได้มีการสอบสวนและเขาก็ยอมรับกันหมดแล้ว หลังจากนี้ฟ้องกราวรูด และแต่งทนายมาแก้ให้เขา จากผู้เสียหายเป็นผู้ต้องหา และคดีเขาเป็นผู้เสียหายก็เอาทนายมาร่วมด้วย”

 ทำไมรองผู้กำกับต้องช่วยฝั่งโน้น?
อัจฉริยะ : “เราคิดว่าน่าจะมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเขาเอาเงินฝั่งนี้ไปถึง 18 ล้าน มันเห็นอยู่แล้วมีการใช้อิทธิพลไปกลั่นแกล้งไมให้เขาประกอบธุรกิจ ถ้าไม่มีผลประโยชน์ พันตำรวจโทคนนี้จะเอาสำเนาการสอบสวนจากพนักงานสอบสวนไปให้ทนายความที่เป็นลูกน้องเก่าได้ยังไงผมบอกได้เลยว่าเงินไม่เข้าใครออกใคร เงินสามารถง้างได้ทุกอย่าง”

 ณ วันนี้ฝั่งคู่กรณีเขา ติดต่อมามั้ย?
เชียง : “เงียบเลย”
อัจฉริยะ : “สัปดาห์ที่แล้วได้ทราบจากผู้กำกับบางใหญ่ว่าเขาขอกลับไปคิดดูก่อนจะจ่ายเงินคืนมั้ย เขาให้ทนายความมาแจ้งกับผม เขาบอกเขายินดีสู้ว่าเขาไม่ผิด เขาถูกกลั่นแกล้งจริงๆ สัปดาห์นี้ผมจะทำหนังสือถึงท่านผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองให้เอาหมายจับให้ตม. จับหลานสาวเขาที่มีหมายจับ โดนแน่ ที่ผมได้มาเป็นคดีที่สอง โทษคือไล่ออกจากราชการ และติดคุกด้วยไม่ต่ำกว่า 20 ปี หลักฐานค่อนข้างชัดเจน  ผมไม่เคยปราณีใครอยู่แล้ว”

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: