ข่าวด่วนประเด็นร้อน :

ญาติเดือด! แฉพลทหารถูก 3 รุ่นพี่สั่งซ่อมปางตาย - คู่กรณีเหม็นขี้หน้า หมั่นไส้กัน! ทนายหวั่นซ้ำรอยคดีดัง น้องเมย

 
 
จากกรณีญาติร้องเรียน “พลทหารคชา พะชะ” หรือ “เข้ม” อายุ 22 ปี ทหารเกณฑ์สังกัดหน่วยทหารแห่งหนึ่งใน จ.ลพบุรี ถูกรุ่นพี่สั่งซ่อมจนบาดเจ็บสาหัส อาการปางตาย หัวใจหยุดเต้น หมอระบุโอกาสรอดแค่ 30% และให้ทางครอบครัวทำใจ  ขณะที่นายทหารยศพันโทยอมรับว่าถูกพลทหารรุ่นพี่ 3 คนทำการซ่อมจริง และไม่อยากให้เรื่องนี้ตกเป็นข่าว ล่าสุดแม้พลทหารคชามีอาการดีขึ้น ลืมตา กระดิกนิ้วเท้าได้ แต่ต้องติดตามเรื่องอาการไตวาย

ล่าสุดรายการโหนกระแส วันที่ 23 ส.ค. โดย “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” ในฐานะผู้ดำเนินรายการ ผลิตในนามบริษัท ดีคืนดีวัน จำกัด ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 13.30-14.10 น.  ทางช่อง 28 ได้เปิดใจสัมภาษณ์ “คุณกาญจนาพร สีหะวงศ์” คุณน้าผู้บาดเจ็บ ที่มาพร้อม “ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์” ทนายคลายทุกข์
 
เป็นน้าฝ่ายไหน?
กาญจนาพร : “เป็นน้องสาวแม่ น้องจะโดนเลี้ยงด้วยยายคือแม่เรา เขาเรียกเราพี่ แต่ศักดิ์เป็นน้า”

พลทหารเข้มไปเป็นทหารเกณฑ์ตั้งแต่เมื่อไหร่?
 กาญจนาพร : “เข้าไปวันที่ 1 พ.ค. ปีที่แล้วค่ะ ไปติดที่ลพบุรีค่ะ เขามีลูกสาวคนโตประมาณ 2 ขวบ และมีในท้องอีกประมาณ 4เดือน ลูกสองคนค่ะ เข้มอายุ 22 ค่ะ”



เรื่องเกิดอะไรขึ้น เกิดวันที่ 21 ที่ผ่านมา?
กาญจนาพร : “มีน้องที่เป็นพลทหารด้วยกันเป็นเพื่อนเขาโทรมาแจ้งทางเมียว่าเข้มเข้ารพ.ให้โทรบอกเมียให้หน่อย น้องฝ้ายซึ่งเป็นเมียน้องเข้มก็เลยโทรมาบอก ก็ตกใจ ทางพ่อแม่เลยเอาเบอร์ทางค่ายโทรไป ไปสอบถามทีแรกคนรับโทรศัพท์เขาไม่ได้ทราบรายละเอียดมาก เขาบอกว่ารู้แค่ว่ามีน้องเอาไปส่งรพ.แล้ว ผ่านไปครึ่งชม. มีทหารโทรกลับมาหาพ่อแม่ว่าน้องหัวใจหยุดเต้น โทรตอนห้าทุ่มกว่าๆ”
 
โทรศัพท์บอกว่าพลทหารเข้มอยู่รพ. สาเหตุเนื่องจาก?
กาญจนาพร :  “ครั้งแรกเขาแจ้งว่ากำลังแพ็กกระเป๋าเตรียมเข้าป่า แล้วอยู่ดีๆ น้องก็น็อกลงไป หัวใจหยุดเต้น เพื่อนเลยปั๊มหัวใจ ตอนนี้ส่งน้องไปรพ.แล้ว รพ.ห่างประมาณ 15 นาที เขาบอกแบบนี้ ทางเราคิดว่าน้องวูบหรือเป็นลม ก็คุยกับแม่น้องว่าทำใจไว้ก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยไป ไม่น่าเป็นอะไรเยอะ แต่ก็มาคุยกันว่ามันใช่เหรอ น้องเขาแข็งแรง ไม่น่าเป็นลมได้ การเข้าเวรก็ไม่ถึงขั้นร่างกายต้องขนาดนั้นในความคิดเรา”

ครอบครัวน้องเข้มเป็นคนบุรีรัมย์ แต่มาตั้งรกรากอยู่ชลบุรี แต่น้องไปเป็นทหารที่ลพบุรี?
กาญจนาพร : “ตอนนั้นเราไม่ได้คิดว่ามันไกลสภาพจิตใจไม่โอเคสักคน เราก็ไม่อยากให้มีใครขับรถไป ก็บอกกับพี่สาวว่ารอให้ใจเย็นพรุ่งนี้เช้าค่อยไป ยังไงก็ถึงมือหมอแล้ว ถ้าแค่น็อกทั่วไปก็ไม่น่าเป็นอะไร ในความคิดเรา ทีนี้ตีสองมีหมอที่รพ.โทรหาแม่ว่าน้องหัวใจหยุดเต้น ปั๊มไป 15นาทีแล้วนะ เขาจะปั๊มแค่ 30 นาที ถ้าไม่เต้นจะให้ทำยังไงต่อ ให้แม่ตัดสินใจ เพราะถ้าปั๊มต่ออาจซี่โครงหัก แม่บอกว่ายังไงก็ต้องปั๊มจนกว่าลูกจะฟื้น หลังจากนั้นก็เตรียมตัวเก็บข้าวของไปลพบุรีกัน ช่วงไปถึงจะหกโมงเช้า คุณแม่ก็เข้าไปยี่ยมน้อง ไปเรียกชื่อลูก”

สภาพน้องอยู่ที่ไหน?
กาญจนาพร : “อยู่ในห้องไอซียู ใส่ท่อ ใส่เครื่องหายใจเหมือนที่เห็น แม่ก็ไปเรียก เขาเหมือนเหลือกตาขึ้นมา แล้วน้ำตาไหล แล้วก็หลับไป หลังจากนั้นเกือบเที่ยง มีนายทหารยศพันโทมาคุยกับแม่ เราคุยกันก่อนว่าอาการหนักเกินไปนะ มันใช่เหรอคนแค่น็อกเป็นอะไรขนาดนั้น จน 11 โมงนายทหารเขามายอมรับว่ามีน้องที่เป็นรุ่นพี่ซ้อมน้อง 3 คนจริง ตอนนี้จับขังไว้อยู่ แต่ไม่ได้ดำเนินเรื่องสืบสวน รอนายพลมาสืบสวน เบื้องต้นเขาให้น้องเอาหัวทิ่มดิน ประมาณเกือบชม. ไม่รู้หลุดหรือไม่หลุด หลังจากนั้นเขารุมเตะกัน 3 คนไม่รู้ว่าน้องเขาล้มลงไปหรือยังไง แต่รายละเอียดเขาทำเพราะอะไร ตรงนั้นมีใครอีกมั้ยเราไม่รู้ เขาแจ้งเบื้องต้นมาแบบนี้ ผู้พันก็มาขอโทษ ยอมรับผิดว่าไม่อยากปิดว่าน้องเป็นเอง เขาจะรับผิดชอบดูแลเต็มที่ แต่ทีแรกเขาบอกว่าไม่อยากให้เป็นข่าว อยากรักษาเต็มที่ ตอนแรกก็บอกว่าไม่ต้องเป็นข่าวหรอกเพราะเขาจะรับผิดชอบ แต่ตัวเราคิดว่าเราจะไปมั่นใจในตัวเขาได้ไง เป็นแค่คำที่พูดออกมาเฉยๆ แล้วถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่าง ที่ถูกจับอยู่จะโดนดำเนินคดีแบบไหน พี่สาวเขาสงสารนายทหารยศพันโท เขาไม่ได้เป็นคนทำ แต่ก็ต้องรับโทษ”

พี่สาวคุณเห็นใจ?
กาญจนาพร : “ทีแรกก็ประมาณนั้น เขาเห็นใจว่าไม่ได้เป็นคนทำ แต่เราก็ต้องดูสภาพน้องด้วยหนักมาก แล้วที่บอกว่าจะรักษาเต็มที่คือแค่ไหน เพราะอาการน้องไม่ใช่ธรรมดา ญาติพี่น้องก็จะไม่ยอม เราคุยกับแม่ว่าให้เราลองดำเนินเรื่องกันดู เพราะตัวเขาไม่มีสติสตังจะทำอะไร เลยมาร้องสื่อ”

มีช่วงนึงตอนแม่กับภรรยาตัวน้องเข้มเข้าไปเยี่ยมไอซียู ถ่ายรูปไว้ 2 รูป?
 กาญจนาพร : “ครั้งแรกเลย หลังจากนั้นเราอยากให้หลานถ่ายรูปที่หลานช้ำมาเพิ่ม เผื่อทำเรื่องอะไรต้องมีหลักฐาน แต่มันถ่ายไม่ได้เพราะมีทหารเฝ้าอยู่ข้างในตลอด”
 
ทนายเดชา : “แสดงว่าเขาไม่อยากให้เก็บหลักฐานไง โดยทั่วไปคนป่วยเขาไม่ต้องเอาทหารไปดูแลหรอก เขาไม่ใช่ผู้ต้องหานี่”

กาญจนาพร : “เวลาเราเข้าไปเยี่ยม เราก็ถามหลานว่าถ่ายรูปมาอีกหน่อย ให้เปิดเสื้อ แต่พี่สาวบอกมีรอยในตัวเยอะ แต่แม่ไม่ได้เปิดเพราะสภาพจิตใจมันรับไม่ได้ มันบวมเหมือนรอยรองเท้าอะไรแบนี้ เราก็รู้แหละว่าเขาซ้อม เพราะเขาก็ยอมรับ แต่สภาพเขาก็เยอะเหมือนกัน”

 อาการน้องเป็นยังไงบ้าง?
กาญจนาพร : “ล่าสุดหัวใจกับตับปกติแล้ว  แต่ไตต้องติดตามอาการอยู่เพราะต้องฟอก เพราะน้องไตวาย”

ตอนแรกหมอบอกว่ามีโอกาสรอดกี่เปอร์เซ็นต์?
กาญจนาพร : “ตอนแรกบอกว่ามีโอกาสรอด 30 เปอร์เซ็นต์ สภาพจิตใจแย่ลงแล้วตอนนั้น เขาบอกว่าถ้าฟื้นก็ไม่เหมือนเดิม หมอบอกกับคุณแม่เลยว่าไม่สามารถคอนเฟิร์มว่าฟื้นกลับมาสภาพไหน ไม่สามารถรู้ได้ว่าจะฟื้นมาเหมือนเดิมมั้ย คุณแม่ทำใจไว้ด้วย”


กรณีทำไงพี่เดชา?
ทนายเดชา : “อะไรที่เกิดในเขตทหาร การหาพยานหลักฐานยุ่งยาก ข้อแรกนะ อะไรก็แล้วแต่ที่ทหารทำความผิด เวลามีอะไรก็ขึ้นศาลทหาร อัยการศาลทหารหมด เหมือนคดีน้องเมย การหาพยานหลักฐานเป็นเรื่องยาก แต่กรณีเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องดูว่าใครเป็นคนกระทำละเมิด สามคนร่วมกันกระทำละเมิด ร่วมกันทำร้ายร่างกาย บาดเจ็บสาหัสก็ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ตอนนี้ก็เอาไปขังอะไรต่างๆ คราวนี้มันมีสองกรณี กรณีแรกเป็นเรื่องการธำรงวินัยหรือเรื่องการซ่อมรักษาวินัยต่างๆ ถ้าลักษณะนี้ก็เหมือนทำตามหน้าที่ ก็จะไม่มีความผิด แต่ผู้บัญชาการทหารบกออกมาบอกแล้วว่าไม่มีแล้วเรื่องแบบนี้ ก็จะกลายเป็นว่าไปทำร้ายร่างกายเขาเอง ทะเลาะวิวาทก็ว่ากันไป”

ในมุมพันโทท่านนั้นท่านยอมรับว่าถูกซ่อมจริงแล้วจะทำยังไง?
ทนายเดชา : “ก็ต้องไปดูคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุ คำพูดของพันโทไม่น่าเชื่อถือ สิ่งแรกที่ควรจะทำถึงเขาจะรับปากช่วยเหลือคือควรแจ้งความ เพื่อดำเนินคดีก่อน เดี๋ยวพนักงานสอบสวนจะไปดูที่เกิดเหตุต่างๆ เรื่องนี้ต้องเร็วหน่อยไง เพราะอะไรที่เกิดในเขตทหารมันยาก ดูคดีน้องเมย จะตรวจสอบยาก ใครกระทำความผิด คนไหนอะไรยังไง พนักงานสอบสวนให้ดำเนินการ ส่วนตัวผู้บาดเจ็บให้พนักงานสอบสวนมาที่รพ. เขาไม่ให้เราถ่ายรูป ถ่ายภาพ ก็ไม่เป็นไร พนักงานสอบสวนเขามีอำนาจอยู่แล้ว ถ้าตำรวจยังไม่ทำอีกก็บอกหมอที่รักษา ทำหนังสือเลย ช่วยถ่ายภาพให้หน่อย หรือให้หมอนิติเวชประจำรพ. ถ่ายรอยช้ำ กำหนดจุด เขาจะวงๆ ไว้ เรื่องสำคัญตรงนี้ต้องทำก่อน หลังจากนั้นเริ่มดำเนินคดี เริ่มเจรจา ถ้ากรณีหน่วยต้นสังกัดเขายินดีเจรจาก็ไปคุยกับเขาอะไรต่างๆ นี่คือแนวทางที่ควรรีบดำเนินการ”

เขามีคุกทหาร แล้วจะออกมาสู่กฎหมายภายนอก ทำยังไง?
ทนายเดชา : “ไม่ได้เลย เขาต้องไปอัยการศาลทหาร ไม่มีบุคคลอื่นที่เป็นพลเรือนร่วมกันกระทำความผิด ผมแนะนำเลยว่าใช้วิธีการเจรจา ผมเชื่อว่ากองทัพบกมีสปิริต เน้นเจรจาดีกว่า ผมวาเขาต้องรับผิดชอบ ไม่น่ามีปัญหาอะไร”

กรณีเอาผิดรุ่นพี่ทั้ง 3 คน?
ทนายเดชา : “ต้องมีพยานหลักฐานยืนยันว่าสามคนนี้ไปทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส มีมั้ยพยาน”
กาญจนพร : “เบื้องต้นไม่ทราบค่ะ”
ทนายเดชา : “นี่แหละปัญหา”

ครั้งนึงเคยมีรุ่นพี่คาดว่าเป็นกลุ่มนี้โทรศัพท์ไปหา วิดีโอคอลให้น้องเข้มวิดพื้นซ่อมต่อหน้า เรื่องเกิดอะไรขึ้น?
กาญจนาพร : “ตอนนั้นเป็นช่วงที่น้องลามาพักที่บ้าน ซึ่งกำหนดการเป็นวันพรุ่งนี้ ทางรุ่นพี่เขาโทรมาตามให้กลับก่อน แต่โทรมาก็สายแล้วเขาไม่ได้เตรียมตัวที่จะกลับ น้องบอกไปไม่ทันหรอกพี่ เขาก็วิดีโอคอลมาแล้วก็ให้วิดพื้น ให้ซ่อม ตรงนั้นมีพ่อมีเพื่อนมาเล่นที่บ้าน มีเพื่อนทหารคนนึงเหมือนกันที่เพิ่งเข้าไปมาด้วย ตอนนั้นพ่อเห็นแบบนั้น พ่อรับไม่ได้เพราะพ่อเคยเป็นทหารพรานมาก่อน เขาไม่เคยเจอแบบนี้ พ่อบอกว่าพ่อลุกหนีไป แต่น้องบอกว่าผมอายเพื่อนอายพ่อ เดี๋ยวกลับไปผมค่อยทำ พ่อเดินหนีไป แกก็รับไม่ได้ที่ทำกับลูกแบบนี้ แต่ก็แทรกไม่ได้”
 
 ทางน้องเข้มถูกซ่อมแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนมั้ย?
กาญจนาพร : “เหมือนน้องทำผิดจริง น้องแอบโทรนอกเวลา เขาทำผิดจริง เขาโทรมาหาลูกเขา ประมาณปีที่แล้วช่วงเข้าแรกๆ เขาโทรมาหาลูกแล้วจับได้ว่าน้องเล่นโทรศัพท์นอกเวลา มีโดนซ่อมโดนอะไรเหมือนกัน เหมือนโดนเตะเหมือนกันแต่ไม่โดนอะไรเยอะมากมาย เรารู้เพราะเมียเขาเห็นก็เลยถาม เราก็คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ธรรมชาติของทหารที่เขาทำผิดก็ต้องโดน แต่ไม่ได้รุนแรงถึงต้องรักษาตัวแบบนี้”

ผมถามคุณแม่ว่าทำไมเขาต้องทำกับน้องแบบนี้ แม่บอกว่าเขาหมั่นไส้ เหม็นขี้หน้าน้อง?
ทนายเดชา : “อย่างนี้ก็ไม่ได้ธำรงวินัยน่ะสิ เข้าข่ายเจตนาร้าย ด้วยความไม่พอใจส่วนตัว เจตนาทำร้ายร่างกาย อันนี้โทษจำคุก 10 ปี แต่ถ้าทำจนถึงผู้เสียหายตาย โทษ 15 ปี  ลงโทษก็พอสมควรแก่เหตุ แบบนี้เจตนาตั้งใจทำร้าย ไม่พอใจส่วนตัว คึกคะนองบ้าอำนาจ การอบรมสั่งสอนทำได้พอสมควร ไม่ใช่ทำจนปางตาย ทำไม่ได้”

เรื่องนี้เข้าไปเจรจากับทางทหารซะ?
ทนายเดชา : “ดีกว่า ง่ายกว่า และเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์เข้าไปร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนเลย ให้พนักงานสอบสวนเดินทางไปที่รพ. ไปที่เกิดเหตุเลยเพราะเดี๋ยวเข้ายาก”

 มุมพลทหารคชาเป็นคนยังไง?
กาญจนาพร : “ถ้าเรียกภาษาบ้านๆ ก็ไม่ได้เป็นนักเลงอะไร ไปงานตามบ้านนอกก็ไม่มีตีกันไม่ค่อยมีปัญหากับคนอื่นเรื่องใช้กำลังไม่ค่อยนะ เป็นคนค่อนข้างใจเย็นถ้าเปรียบกับวัยรุ่นทั่วไป กับแม่กับครอบครัวก็เลี้ยงเหมือนพี่น้อง มีอะไรก็คุยกัน สนิทกันทุกคน เวลามีปัญหาปกติเราจะคุยกัน จะรู้กันทุกคน ไม่มีเกรงใจไม่กล้าบอก ไม่มี ถ้ามีเรื่องกับใครน้องก็จะเล่า”

อาการล่าสุดมีการอัปเดตตอนไหน?
กาญจนาพร : “ประมาณ 11 โมง ตอนนั้นหมอใหญ่มาเช็กอาการให้แล้ว เขาบอกว่าหัวใจปกติแล้ว ตับก็ดีแล้ว แต่ต้องติดตามที่ไต เพราะไตวายและต้องฟอกไต ต้องดูอาการเรื่อยๆ ว่าเป็นยังไง เขาบอกว่าน้องลืมตาได้ข้างนึง ล่าสุดบอกกระดิกเท้าได้”

เห็นตอนแรกบอกว่าอยากย้ายรพ.?
กาญจนาพร : “ใช่ค่ะ ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ช่วงกลางคืนที่น้องเข้ารพ.ไ ปที่ญาติพี่น้องไปเห็น อาการเขาไม่ดีขึ้น มันต้องมีอะไรที่เพิ่มเติมในความคิดเรา มันต้องดีขึ้นบ้าง  เพราะไปเห็นช่วงบ่ายบอกว่าชีพจรเต้นเร็ว เหมือนอาการแย่ลง แล้วมีบอกไตวาย เราก็ยิ่งคิดว่ามันไม่ไหว ตัวคุณแม่อยากย้ายตั้งแต่เมื่อวาน บอกว่าขอเปลี่ยนรพ.ได้มั้ย ตอนนั้นคุยกับนายทหาร เขาบอกว่าย้ายไม่ได้น้องโคม่าอยู่ ถ้าย้ายจะมีเงินรักษาเหรอ ตัวแม่บอกว่าเห็นเพื่อนๆ บอกว่ามีรพ.เอกชนดีๆ ในกรุงเทพ ในความคิดเรา  รพ.เอกชนน่าจะดีกว่าและต้องเป็นความรับผิดชอบของเขา แต่เขาถามว่าแม่มีเงินรักษาเหรอ ตัวพี่สาวเราก็ยิ่งใจไม่ดีว่ามาพูดแบบนี้ได้ไง เราก็เลยว่ามันไม่ใช่ มันต้องเป็นความรับผิดชอบของคุณนะ เราไม่รู้ว่าเหตุการณ์มันเกิดอะไรขึ้น แต่มันเกิดในเขตความรับผิดชอบของคุณ คุณก็ต้องรักษาหลานเราให้ดีที่สุด เหมือนที่คุณรับปากไว้ ในเมื่อเราเห็นว่ามันไม่ดี มันก็ต้องเปลี่ยน เขาเลยบอกว่าต้องคุยกับหมอใหญ่ เราก็คุยกับพี่สาวว่ารพ.ทหารก็ดีนะ มันไม่ดีเหรอ แต่ด้วยความแกใจร้อน แกเห็นลูกเป็นแบบนั้นก็ไม่ไหวอยากย้ายรพ. แกก็พูดตลอด”

พ่อเดินทางไปวันนี้ที่ลพบุรี?
กาญจนาพร : “ พ่อยืนยันจะย้ายน้องออก แต่ก่อนพ่อไปถึงประมาณเที่ยงบ่าย คุณหมอเรียกคุณแม่เข้าไปพบตอนเก้าโมงกว่า มีทั้งนายทหารผู้ใหญ่หลายคน มีผอ.รพ.หลายคน ถามว่าแม่อยากย้ายรพ.ทำไม แม่ก็บอกว่าอาการลูกไม่ดีขึ้น แม่ไม่ไหวหรอก อยากเอาไปที่ที่คิดว่าดีกว่านี้ ทางผอ.รพ.บอกว่าเขาเป็นหมอที่ใหญ่และเก่ง รู้จักหมอเก่งๆ เยอะ ถ้าแม่ไม่สบายใจเดี๋ยวจะติดต่อหมอที่เก่งๆ จากรพ.อื่นมา เขาสามารถประสานหมอเฉพาะทางจากรพ.ต่างๆ ได้ จะหาหมอที่เก่งที่สุดมาให้ ถ้าเกี่ยวกับไต จะหาหมอไตที่เก่งมาให้ เขาบอกแบบนี้ แม่บอกว่าถ้ารับปากแบบนี้แม่ก็สบายใจ ทีแรกเหมือนมีพยาบาลเฝ้า อาการหนัก อยากให้หมอดูตลอดว่าเป็นยังไงแล้ว ในเชิญญาติ ความคิดเราเหมือนเขาไม่ได้ดูแลเต็มที่ แต่พอเขารับปากและนายทหารบอกว่าจะดูแลเต็มที่ไม่ต้องห่วง”

เจอทหาร 3 คนนั้นที่ทำร้ายน้องมั้ย?
กาญจนาพร : “ยังไม่มีใครเข้าไป จริงๆ เขาบอกตั้งแต่เมื่อวานว่าจับแล้วจะไปดูมั้ย แต่เราไม่มีกะจิตกะใจจะไปดู อยากให้น้องดีขึ้นก่อน”

น้าคิดว่าสามคนนั้นทำหลานเราทำไม?
 กาญจนาพร : “เราคิดว่าเหมือนที่ทนายพูด เหมือนวัยรุ่น ไม่ชอบขี้หน้ากัน กรณีเหมือนเขาอยู่เหนือ เขาเป็นรุ่นพี่ มีสิทธิ์จะทำอะไร โดยที่ต่อสู้ไม่ได้ เขาเลยเหมือนใช้โอกาสนั้น ถ้าเป็นทะเลาะวิวาทเจอข้างนอก เรายังคิดว่าหลานเรามีโอกาสสู้ อันนี้เหมือนโดนฝ่ายเดียวเลย ถ้าเขาไม่ชอบขี้หน้าหลานเรา เราก็ไม่รู้ นิสัยส่วนตัวหรือเปล่า แต่เกินกว่าเหตุ ถึงขั้นเอาให้ตายนะคะ ไม่ใช่แค่สั่งสอน ไม่ชอบขี้หน้าใครสั่งสอนต้องไม่ถึงขั้นนี้”

 พ่อพูดเรื่องนี้ไม่ได้ แกช็อก ร้องไห้?
กาญจนาพร : “ใช่ค่ะ ต้องอยู่เป็นเพื่อนแก แกนอนไม่หลับเลย น้าเอง ญาติคนอื่นก็นอนไม่หลับ ตั้งแต่รู้ข่าววันที่ 21 ก็นอนไม่หลับกันเลย เครียดต่างๆ นานา ตัวแกพอพูดก็น้ำตาแกไหล ลูกแกโดนเตะก็คงเสียใจ เราจะไปปลอบแก เห็นสภาพหลานทีไร พูดด้วยกันก็จะร้องไห้”

ภรรยาของเข้มล่ะ?
กาญจนาพร : “ภรรยาสภาพจิตใจแย่ เพราะเขาท้องอยู่ เราพยายามคุยให้ทุกคนกินข้าวกินอะไร พ่อก็กินข้าวไม่ได้ ต้องซื้อนมซื้ออะไรให้”

มีอะไรอยากบอก?
กาญจนาพร : “อยากให้เรื่องนี้เป็นบทเรียน เป็นเคสสุดท้ายที่เกิดขึ้น มันหลายครั้งแล้วที่เกิดขึ้น เราไม่คิดว่าจะเจอกับหลานตัวเอง อยากให้นายทหารที่มีตำแหน่ง มียศที่สามารถควบคุมเรื่องนี้ได้อยากให้ดูแลหน่อย มันเกิดซ้ำซากค่ะ จนมาเจอกับญาติเราเอง เราจุกนะคะ คนไม่เจอจะไม่รู้”

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: