ข่าวด่วนประเด็นร้อน :

ด.ญ.วัย 12 เขียนจดหมายขอความช่วยเหลือ หลังถูกพ่อแม่ขายให้แต่งงานกับชายวัย 50

นางสาวจิตราภรณ์ วนัสพงศ์ ประธานกรรมการศูนย์เพื่อน้องหญิง จังหวัดเชียงราย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเล่าเรื่องราวหลังมีเด็กหญิงวัย 12 ปี เขียนจดหมายมาขอความช่วยเหลือ เพราะถูกพ่อแม่ขายบังคับแต่งงานกับผู้ชายอายุ 50 ปี

1. สิ่งที่เราคิดว่ากรณีนี้เป็นความสำเร็จที่สำคัญ ก็คือ เราช่วยเขาออกมาจากบ้านได้ "ก่อน" ที่น้องเขาจะถูกล่วงละเมิด ก่อนที่เขาจะถูกส่งไปแต่งงานกับผู้ชายเฒ่า

ทั้งนี้ การช่วยได้ก่อนนั้นมีความหมายมาก เพราะหมายถึงว่าเราป้องกันและเฝ้าระวังได้สำเร็จ การช่วยเหลือเด็กที่ถูกล่วงละเมิดไปแล้ว ก็เหมือนกับแก้วที่ร้าว จะซ่อมแซมให้กลับมาดีสนิทเหมือนเดิมก็คงยาก และต้นทุนในการทำงานบำบัดเยียวยา มีราคาแพงและใช้เวลานานดังนั้น ป้องกันย่อมดีกว่ารักษามากนัก

2. เหตุผลที่เราได้จดหมายจากน้องหนูนา เพราะเพื่อนสนิทเขา เนื่องจาก ศูนย์เพื่อน้องหญิง ไปอบรมเรื่องสิทธิเด็กและการคุ้มครองเด็กให้เด็กๆ ป. 6 ที่หมู่บ้าน โดยหวังว่าให้เด็กกลุ่มนี้จะได้เป็นแกนนำสิทธิเด็กในหมู่บ้าน

ทั้งนี้ เราพูดเรื่องการแต่งงานเด็กด้วยว่า เป็นการละเมิดสิทธิเด็กอย่างหนึ่ง เพื่อนก็เลยไปบอกหนูนา ที่กำลังเป็นทุกข์ ในที่สุดหนูนา ก็ฝากจดหมายมา เราไม่เคยเห็นผลจากการอบรมเด็กเรื่องสิทธิเด็กได้ชัดเจนเท่ากรณีนี้เลย

ฉะนั้น เราจะเสริมศักยภาพของเด็กๆ ในหมู่บ้านต่อไปค่ะ เพื่อให้เค้าสามารถช่วยเฝ้าระวังกรณีที่เพื่อนๆ ของเขาถูกทำร้าย ทารุณ หรือล่วงละเมิดได้อย่างทันท่วงที

3. เราก็ไปคุยกับหนูนาหลายรอบ ทราบเรื่องราวในรายละเอียดมากขึ้น คือพ่อแม่หนูนาจะให้เขาแต่งงานกับผู้ชายคนนี้หลังจากเรียนจบ ป. 6 หนูนาชัดเจนว่า ไม่อยากแต่ง พ่อกับแม่ใช้ความรุนแรงกับลูกมากด้วย

โดยก่อนหน้า พี่สาวของหนูนาก็ถูกขายไปแต่งงานไปแล้วคนหนึ่ง ทางเราเห็นว่าน่าจะแยกเด็กออกจากบ้าน ให้เขาได้ไปอยู่ที่อื่นและได้เรียนต่อตามประสงค์ เราก็ประสานงานกับกลไกคุ้มครองเด็กและค้ามนุษย์ระดับจังหวัด

ทั้งนี้ มีทีมสหวิชาชีพที่ทำงานตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก และพ.ร.บ. ค้ามนุษย์ ซึ่งทีมคุ้มครองระดับจังหวัดเห็นว่า ยังไม่ควรแยกเด็กออกมาจากครอบครัว แต่ขอให้ทางเราเฝ้าระวังสถานการณ์ไปก่อน เพราะเหตุที่เด็กถูกล่วงละเมิดยังไม่เกิดจะแยกได้อย่างไร ทางทีมระดับจังหวัดมีหลักการคิดว่า "ถ้าเด็กถูกข่มขืนแล้วก็จะแยกออกมาได้ง่าย"

4. การตัดสินของทีมระดับจังหวัดค้านกับความรู้สึกของศูนย์เพื่อน้องหญิง เพราะเราคิดว่าน่าจะมีเหตุอันควรที่จะแยกเด็กออกจากบ้านได้ เพราะตาเฒ่านั้นยังวนเวียนไปหาหนูนาอยู่บ่อยๆ

ทั้งนี้ เราก็เลยปรึกษาพี่ๆ ที่กทม. ได้รับคำแนะนำว่าให้ทำหนังสือถึงอธิบดีในส่วนกลาง เพื่อกระตุ้นให้ทีมจังหวัดทำงานอย่างแข็งขันกว่านี้ ผลที่ตามมาคือ อธิบดีส่งจดหมายของศูนย์เรากลับไปที่หน่วยงานระดับจังหวัดย้ำเตือนให้จัดการเรื่องนี้ด้วย


ทำให้ทีมจังหวัดเคืองเรามากที่ต้องเอาเรื่องนี้ขึ้นไปถึงผู้บังคับบัญชาเค้า โดยเห็นว่า "มีอะไรทำไมไม่มาคุยกันในจังหวัดของเรา" จะเห็นได้ว่า กรณีนี้ บทบาทการแทรกแซงของหน่วยงานกลางมีจำกัด เนื่องจากตามโครงสร้างสายงานบังคับบัญชา แขนขาในการทำงานเคสก็เป็นหน่วยงานระดับพื้นที่ ซึ่งเค้าก็ต้องส่งต่อกลับมาที่นี่อยู่ดี

5. เมื่อยังเอาเด็กออกมาจากบ้านไม่ได้ เราก็เลยไปคุยกับผู้ชายคนนั้นซึ่งอยู่อีกอำเภอหนึ่ง เพราะเรารู้จากผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเขาก็ยังเทียวไปเทียวมาหาหนูนาที่บ้าน ซื้อมือถือมาให้ และแม่ส่งเสริมให้เขาพาหนูนาไปเที่ยว ตอนที่ไปหาผู้ชายที่บ้าน น้องเราเอาตำรวจใน สภ.ผู้ชายไปด้วยคนนึง เจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัว ชวนกันไป ที่ทำการกำนันตำบลที่ผู้ชายอยู่ แล้วเอาประมวลกฎหมายอาญาไปกางอ่านให้ฟังเลยว่า

ถ้าเขาจะเอาเด็กไปแต่งงานด้วยจริง จะมีโทษตามกฎหมายอย่างไร เขาก็ปฏิเสธว่า ไม่ได้คิดอะไรกับเด็ก เอ็นดู ซื้อมือถือให้เพราะเรียนเก่ง จากนั้นเราก็บังคับให้เขาลงชื่อในกระดาษ เป็นการรับทราบว่าเรามาคุยกับเขาเรื่องนี้แล้ว พอเรากลับไป เขาก็ไปต่อว่ากำนันว่า พวกเราไปยุ่งเรื่องของเขาทำไม สรุปว่า คนจำนวนมากไม่ได้คิดว่ากฎหมายจะเกี่ยวข้องกับการควบคุมพฤติกรรมเค้าเลย แต่มีไว้หลบเลี่ยงให้จับไม่ได้ต่างหาก

6. ตัดกลับมาที่บ้านหนูนา เราก็ได้พบหนูนาหลายครั้ง คุยกับพ่อแม่ก็แล้ว ทางพ่อแม่ดุมาก และยืนยันว่าหนูนาเป็นลูก เขาจะทำอะไรก็ได้ ทางบ้านหนูนาเป็นชนเผ่า สถานภาพของพวกเราที่เป็นองค์กรช่วยเหลือเด็ก เป็นอะไรที่เค้าไม่เข้าใจว่าจะมายุ่งกับเรื่องที่บ้านเค้าทำไม ทางเราก็ยื้อคุยกับพ่อแม่เด็กอยู่หลายเดือน

กระทั่งวันหนึ่งที่ศูนย์ไปจัดค่ายเด็กในหมู่บ้าน พอจะกลับ หนูนาก็วิ่งออกมาบอกว่า หนูไม่อยู่แล้ว หนูจะขอไปด้วย ณ จุดนั้นเลยต้องเอาหนูนาออกจากบ้านมาแล้วไปอยู่ที่ศูนย์ ก่อนที่จะดำเนินการส่งต่อไปที่บ้านพักเด็ก อีกด้านหนึ่งก็ต้องไปเจรจากับพ่อแม่เด็กอีก

ทีนี้ทั้งผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ทีมงานเราไปนั่งเจรจากับพ่อแม่ เพื่อขอให้ลูกไปอยู่ที่อื่น และไปเรียนต่อ แม่เขาโกรธมาก เอาไม้กวาดมาปัดหยากไย่ในบ้านจนหยากไย่หล่นใส่พวกเราหมดเลย ทางผู้นำชุมชนเกรงใจในความโกรธของแม่ ก็เลยเลี่ยงออกมายืนรอหน้าบ้านกันหมด ปล่อยให้น้องทีมงานของเรา และตำรวจอีกคนนึงนั่งเผชิญหน้ากับพ่อแม่หนูนาตามลำพัง

ผู้นำชุมชนเห็นดีเห็นงามกับศูนย์เราที่จะท้าทายอำนาจของพ่อแม่เด็ก แต่เขาไม่ค่อยอยากจะลงมาเปลืองตัวกับเราด้วย ก็จะยืนดูให้กำลังใจเราอยู่ห่างๆ แม้กฎหมายไทย เช่น พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กจะห้ามไม่ให้พ่อแม่ล่วงละเมิดสิทธิเด็ก แต่มันก็เอากฎหมายไปคุยกับพ่อแม่เด็กไม่ได้ เพราะเราคิดว่ามันรุนแรงไปและไม่น่าจะคุยกันเข้าใจ ในที่สุดก็หว่านล้อมให้เค้ายอมให้หนูนาออกมาอยู่ที่อื่นแล้วเรียนต่อได้จนสำเร็จ

7. ปัจจัยความสำเร็จของกรณีนี้คือความเด็ดเดี่ยวของหนูนาเอง เขาเป็นเด็กที่มีความชัดเจนมากว่าชีวิตเขาต้องการอะไร ตอนแรกก็เหมือนเด็กอื่นๆ ที่รู้สึกผิดว่าตัวเองอกตัญญูต่อพ่อแม่หรือเปล่า ที่ไม่ทดแทนบุญคุณ แต่พอทางเราอธิบายเรื่องสิทธิเด็ก เขาก็เข้าใจทะลุปรุโปร่งและเดินหน้าไม่ถอยหลัง

ทั้งนี้ เราส่งต่อหนูนาให้ไปอยู่ศูนย์เอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัด หนูนาพักที่ศูนย์และมีรถรับส่งไปเรียนที่โรงเรียนใกล้ๆ สองเดือนก่อนเราไปเยี่ยมหนูนา พบว่าเขาสบายดี บอกว่าไม่คิดถึงบ้าน ถามเค้าเรื่องอนาคต เขาก็บอกว่าจะเรียนให้จบม.3 ก่อนจากนั้นค่อยว่ากัน หนูนาเป็นเด็กเรียนเก่งแต่เขาไม่อยากเรียนสูงๆ อยากรีบจบจะได้หาเงินมาเลี้ยงพ่อแม่

8. องค์กรเอกชนระดับท้องถิ่นอย่างศูนย์เพื่อน้องหญิง มีบทบาทมากในการทำงานแบบเชิงรุก (proactive) ที่จะประสานงานกับหน่วยงานรัฐให้กับเคสในพื้นที่ นโยบายและกฎหมายคุ้มครองเด็กประเทศเราดีมาก

แต่ในทางปฏิบัติมันยังทำไม่ได้ เพราะติดขัดหลายอย่าง เช่น ผู้นำชุมชนเอง เขามีตำแหน่งเป็นพนักงานคุ้มครองเด็ก แต่ตัวเขาไม่ได้ internalise ตำแหน่งนี้ เขาก็ยังอยู่ในกรอบของความคิดเดิมว่า "เราจะไปยุ่งอะไรกับเรื่องของครอบครัวที่พ่อแม่เขาจะทำอะไรกับเด็กก็ได้" ฉะนั้น หน้าที่เขาในการเป็นพนักงานคุ้มครองเด็กตามกฎหมาย ก็แทบจะไม่ได้ exercise เลย เนื่องจากข้อจำกัดในการคิดดังกล่าว

ตอนนี้ศูนย์ได้รับงบประมาณก้อนเล็ก ๆ เพื่อมาทำกิจกรรมเกี่ยวกับการป้องกันไม่ให้พ่อแม่ขายเด็กไปแต่งงานในหมู่บ้านของหนูนา ซึ่งจะดำเนินการในปีหน้านี้ โครงการน้อยๆ นี้เป็นโครงการที่เน้นประเด็นการแต่งงานในเด็ก ซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งในหลายปัญหาที่ต่อยอดกับกลไกคุ้มครองเด็กในระดับหมู่บ้านที่เราทำไว้ และทางเราก็จะเดินหน้าต่อไป


ที่มา : Chitrapon Vanaspong,thairath

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กลับไป ด้านบน

Thaiza update: